ปลัดฯแรงงาน เผยยอดขอกลับไทยพุ่ง 2,999 คน จ่อเพิ่มเงินเยียวยาคนทำงานต่างแดน
เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมร่วมกับ นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร และคณะ ในโอกาสศึกษาดูงานและรับฟังบรรยายสรุปการดำเนินงานของกระทรวงแรงงาน นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และแผนการดำเนินงานตามนโยบายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ยังมีการติดตามสถานการณ์ของแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในอิสราเอล โดยมี นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมที่กระทรวงแรงงาน อีกทั้งมีการนำ กมธ.การแรงงานตรวจเยี่ยมการให้บริการของสายด่วนกรมการจัดหางาน 1694 ตลอด 24 ชั่วโมง และศูนย์ช่วยเหลือแรงงานและติดตามสถานการณ์สู้รบในอิสราเอล กระทรวงแรงงาน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้น 11 และชั้นล่างอาคารกระทรวงแรงงาน เพื่อรับข้อมูลและประสานข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย

นายไพโรจน์เปิดเผยถึงความคืบหน้าสถานการณ์ของแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในอิสราเอลว่า ขณะนี้ยังได้รับรายงานจากทูตแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟว่า มีผู้บาดเจ็บอยู่ที่ 9 ราย และมีแรงงานไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกัน 11 ราย มีแรงงานแจ้งความประสงค์กลับไทยผ่านช่องทางของสถานทูตเพิ่มเป็น 2,990 คน

“จากการที่ กมธ.การแรงงาน ได้มาศึกษาดูงานที่กระทรวงแรงงานครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยหารือถึงแนวทางการให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล ซึ่งเป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนให้ความสนใจในขณะนี้ ในส่วนของกระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้สั่งการทูตแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ เร่งให้ความคุ้มครอง ดูแล และช่วยเหลือพี่น้องแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างเต็มที่และรวดเร็วที่สุด รวมทั้งให้ประสานกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ในการนำแรงงานไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัย ซึ่งแรงงานชุดแรกจำนวน 15 คน จะเดินทางถึงไทยในวันที่ 12 ตุลาคมนี้ กระทรวงแรงงานได้เตรียมเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกเพื่อให้แรงงานได้สิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ รวมทั้งสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่แรงงานพึงได้รับตามกฎหมาย” นายไพโรจน์กล่าว

ปลัดกระทรวงแรงงานกล่าวว่า ส่วนความช่วยเหลือจากกรณีบาดเจ็บภัยสงคราม จะมีกองทุนเพื่อช่วยเหลือแรงงานไทยในต่างประเทศ และจะมีเงินช่วยเหลือเงินประกันชีวิตจากประเทศอิสราเอลสำหรับที่ผู้ประสบภัยสงคราม เช่น ผู้ที่บาดเจ็บ ร้อยละ 10-19 จะได้รับเงินเยียวยาเกือบ 1,500,000 บาท หรือบาดเจ็บมากกว่านั้น ก็จะดูแลไปจนกว่าแรงงานจะหายเป็นปกติ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นเงินที่ดูแลแรงงานของอิสราเอล
“ในส่วนของประเทศไทย ถ้าเป็นแรงงานที่สมัครเป็นสมาชิกกองทุนช่วยเหลือคนทำงานต่างประเทศ จะมีกองทุนคนที่บาดเจ็บ มีเงินช่วยเหลือรายละ 15,000 บาท หากกรณีทุพพลภาพ มีเงินช่วยเหลือ 30,000 บาท ถ้าเสียชีวิต มีค่าทำศพ 40,000 บาท ซึ่งต่อไปสำนักงานกองทุนฯ เสนอให้พิจารณาเพิ่มเงินช่วยเหลือ” นายไพโรจน์กล่าวและว่า ขณะนี้ค่าสมัครสมาชิกกองทุนอยู่ที่ 300-500 บาท อาจจะปรับเปลี่ยนเป็น 1,000 บาท จะทำให้แรงงานที่ประสบปัญหาจากภัยสงครามระหว่างการทำงานที่ต่างประเทศได้รับความช่วยเหลือมากกว่านี้” นายไพโจรน์กล่าวและว่า ขณะนี้มีการรายงานทุกวันว่า แรงงานไทยได้รับการเคลื่อนย้ายจากจุดเสี่ยงไปยังจุดที่ปลอดภัย ทั้งนี้ จากการที่เอกอัครราชทูตไทย ได้เข้าไปเยี่ยมแรงงานในสถานที่หลบภัย ซึ่งมี 349 คน ทั้งหมดปลอดภัย และทราบว่าบางคนอยากกลับไทย และบางส่วนไม่อยากกลับ เพราะกลัวว่ากลับมาแล้วจะไม่สามารถจะกลับไปทำงานที่เดิมได้ ตรงนี้กระทรวงแรงงานจะเจรจากับอิสราเอลขอให้แรงงานได้ทำงานต่อเมื่อเหตุการณ์สงบ เช่น ไม่อยากทำงานในเขตภาคใต้ของอิสราเอล จะให้ไปทำงานในเขตภาคเหนือหรือภาคกลางแทน เป็นต้น

ปลัดกระทรวงแรงงานกล่าวถึงยอดเสียชีวิตกระทรวงต่างประเทศ (กต.) ยืนยัน 12 คน ว่า จำนวน 12 คนนี้ เป็น 12 คนที่ กต.แจ้งว่าทางการอิสราเอลแจ้งมา แต่ยังไม่สามารถระบุชื่อได้ว่าเป็นใคร ส่วนการนำเครื่องบินไปรับแรงงานไทยกลับประเทศ ว่า แต่ละลำสามารถลำเลียงได้ประมาณ 80 คน
“กองทัพใช้ 5-6 ลำ ส่วนเมื่อกลับมาถึงไทยเเล้ว แรงงานส่วนใหญ่ที่กลับมาก็คงอยากที่จะกลับภูมิลำเนาเลย แต่กระทรวงแรงงานจะมีกระบวนการช่วยเหลือเยียวยา ซึ่งอาจจะต้องมีการอยู่เพื่อรับเงิน สิ่งของที่ช่วยเหลือเยียวยาสำหรับผู้ประสบภัยก่อน หลังจากนั้นจะมีการจัดรถบัสส่งแรงงานไทยกับภูมิลำเนา ซึ่งจะมีการติดตามตรวจสุขภาพร่างกายทุกคนด้วย
ด้าน นายสหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษก กมธ.การแรงงาน กล่าวถึงกรณีที่มีแรงงานไทยในอิสราเอลจำนวนหนึ่ง ที่ได้หนีออกจากพื้นที่เกิดความวุ่นวายและมีรถบัสมารับไปทำงานต่อ ได้มีการประสานข้อมูลมาโดยตรงว่า มีการโทรศัพท์คุยกันว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าแรงงานไทยมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร ทำให้ยังไม่ได้รับความชัดเจนว่าเป็นการขายต่อแรงงาน เปลี่ยนนายจ้างโดยไม่ชอบตามกฎหมายโดยอาศัยสภาวะทางสงครามหรือเป็นกลุ่มคนใดที่มารับแรงงานไทยไปทำงานที่ใหม่
“แรงงานไทยจำนวนมาก มีปัญหาเรื่องหนีภัยสงคราม สภาวะยังจิตตก แต่โดนรับไปทำงาน ทั้งๆ ที่ไม่อยากทำ นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น คนยังไม่พร้อม แต่ถูกเอาไปทำงาน เพราะไม่มีทางเลือก ติดต่อหน่วยงานรัฐก็ลำบากเพราะเมื่อเกิดสงคราม ปัญหาเรื่องเครือข่ายโทรศัพท์อาจจะลำบาก และคู่สายเหตุด่วนต่างๆ อาจจะมีคนติดต่อเข้าไปมาก เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องรีบจัดการ” นายสหัสวัตกล่าว

