ปลัดฯแรงงานแจงคนไทยถูกขายต่อนายจ้างไม่ผิด กม.อิสราเอล เร่งสอบข้อเท็จจริงตาย 20 ราย
วันนี้ (11 ตุลาคม 2566) นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีแรงงานไทยในประเทศอิสราเอลร้องเรียนมายังเพจต่างๆ ในประเทศไทย ว่า ถูกนายจ้างนำไปขายต่อให้กับนายจ้างรายอื่น เข้าข่ายเป็นการซื้อขายแรงงาน ว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงไปยังทูตแรงงานที่กรุงเทลอาวีฟ แล้ว พบว่า ตามกฎหมายของประเทศอิสราเอลถือว่าทำได้ การส่งต่อไปให้กับนายจ้างรายใหม่ ไม่ถือเป็นความผิด และไม่ผิดกฎหมายแรงงาน
“ประเด็นคือ ไม่ได้เป็นการขายทอดตลาดแรงงาน แต่เป็นการส่งแรงงานให้นายจ้างใหม่รับผิดชอบต่อ ส่วนที่มีข่าวว่า มีการจ่ายเงินให้คนนำส่งนั้น จากการตรวจสอบพบว่า เป็นเหมือนการให้ค่ารถในการพาคนไปเท่านั้น เหมือนเป็นการจ่ายค่าแท็กซี่ในการนำส่งมากกว่า ไม่ใช่การซื้อขายแรงงานแต่อย่างใด ทั้งนี้เหตุการณ์สงครามครั้งนี้ ผมยังมั่นใจว่าไม่มีการขายแรงงาน เพราะที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน” นายไพโรจน์ กล่าว
นอกจากนี้ นายไพโรจน์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ทูตแรงงานที่กรุงเทลอาวีฟ ลงพื้นที่ออกไปเยี่ยมแรงงานไทยที่จุดอพยพ ซึ่งมีแรงงานย้ายออกมาจากโมชาฟ จำนวน 42 คน เพื่อปลอบขวัญให้กำลังใจและรับลงทะเบียนแรงงานที่ประสงค์กลับประเทศไทย จำนวน 25 คน และมีขอย้ายงาน 4 คน ที่เหลือยังอยู่กับนายจ้างเดิม
“นอกจากนี้ ยังได้ชี้แจงให้ทราบเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์จากเงินกองทุนช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ รวมถึงเจรจากับนายจ้างเรื่องเงินเดือนค้างจ่าย และเงินปิชูอิมของแรงงาน ทั้งนี้ คาดว่าแรงงานทั้ง 25 คน จะได้เดินทางกลับประเทศไทย วันที่ 18 ตุลาคมนี้” นายไพโรจน์ กล่าว
ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวอีกว่า ในส่วนของความคืบหน้าสถานการณ์ของแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในอิสราเอลนั้น ล่าสุดเมื่อวานนี้ (10 ตุลาคม 2566) มีรายงานแรงงานไทยได้รับบาดเจ็บ รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 13 ราย เป็นชายทั้งหมด ในจำนวนมีอาการหนัก 2 ราย ส่วนรายอื่นออกมาพักฟื้นที่แคมป์คนงานของนายจ้าง ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิต 20 ราย นั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบยืนยัน และมีแรงงานไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกันอีก 14 ราย ในส่วนของผู้ที่แจ้งความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทยนั้น เพิ่มเป็น 5,205 คน
“ทั้งนี้ แรงงานกลุ่มแรกจำนวน 15 คน ที่จะเดินทางกลับถึงไทยในวันที่ 12 ตุลาคมนี้ กระทรวงแรงงานจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าดูแล ณ สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่ออำนวยความสะดวก เกี่ยวกับขั้นตอนการลงทะเบียน การได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ ตลอดจนสิทธิประกันสังคมต่างๆ โดยจะมีเจ้าหน้าที่แรงงานจังหวัดตามภูมิลำเนาที่แรงงานอาศัยอยู่มารับเดินทางกลับต่อไป” นายไพโรจน์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การเปลี่ยนนายจ้างต้องถามความสมัครใจของแรงงานก่อนหรือไม่ นายไพโรจน์ กล่าวว่า ใช่ ต้องถามความสมัครใจของแรงงานก่อน หากแรงงานไม่สมัครใจ ก็ไม่ต้องทำงานกับนายจ้างใหม่ก็ได้ อย่างกรณีนี้ ในรายที่เป็นข่าวทางโซเชียลมีเดีย เขาก็ไม่ทำงานกับนายจ้างใหม่ แล้วนั่งรถออกมาเลย ส่วนเพื่อนๆ ที่ไปด้วยกันมีการตกลงทำงาน ไม่ได้มีการบังคับขู่เข็ญให้ทำ ส่วนตัวเลขที่สมัครใจทำงานนั้น ตนยังรอคำตอบที่ชัดเจนจากทางสถานทูตไทย ซึ่งมีฝ่ายแรงงานอยู่แล้วว่า มีการนำแรงงานที่ประสบภัยสงครามไปทำงานกับนายจ้างใหม่ทั้งหมดกี่ราย จะกลับไทยกี่ราย ทั้งนี้จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
เมื่อถามว่า สำหรับแรงงานไทยที่จะกลับมาถึงวันที่ 12 ตุลาคมนี้ มีการเตรียมรถรับส่งไว้กี่คัน นายไพโรจน์ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้แรงงานจังหวัดจัดรถรับส่งจังหวัดละ 2 คัน รวมไม่ต่ำกว่า 20 คัน โดยผู้เดินทางกลับ 15 คน มีภูมิลำเนาที่ จ.ตาก จ.สุรินทร์ จ.หนองบัวลำพู จ.พะเยา จ.นครราชสีมา จ.เชียงราย จ.ยโสธร จ.หนองคาย จ.อุดรธานี จ.สกลนคร และ จ.อุบลราชธานี ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมคณะทำงานจะไปรับที่สนามบินด้วย เพื่อพาไปยังสถาบันบำราศนราดูร ตรวจสุขภาพ และจะมีการมอบเงินเยียวยาตามกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ คนละ 15,000 บาท เป็นก้อนแรกก่อน ยังไม่รวมเงินประกันจากทางอิสราเอลที่จะต้องจ่ายให้แรงงานด้วยซึ่งกระทรวงแรงงานจะช่วยติดตามให้ทุกราย

