ลูกวิ่งเข้ากอดพ่อหลังรอดตายจากอิสราเอล สธ.เผย 37 คน ต้องคัดกรองสุขภาพจิตละเอียด

16.10.23 | 11:12 น.

ลูกวิ่งเข้ากอดพ่อหลังรอดตายจากอิสราเอล สธ.เผย 37 คน ต้องคัดกรองสุขภาพจิตละเอียด

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 16 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังรถบัสนำ 130 คนไทย ที่หนีภัยการสู้รบจากประเทศอิสราเอล ไปส่งถึงที่อาคารกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค (Quarantine Center) สถาบันบำราศนราดูร บรรดาญาติพี่น้องและครอบครัวที่ไปรอคอยต่างแสดงสีหน้าดีใจ และวิ่งเข้าหาสวมกอดกัน

โดยเฉพาะ นายนพโรจน์ วิมลธรรมวัชร์ อายุ 37 ปี ภูมิลำเนา จ.นครราชสีมา ซึ่งมีภรรยาและลูกสาววัย 10 ขวบ และลูกชายวัย 9 ขวบ พร้อมแม่ยายไปคอยรอรับ ทันทีที่ลูกทั้งสองคนเห็นพ่อเดินลงจากรถ ต่างวิ่งกรูเข้าไปโผกอดพ่อด้วยความดีใจจนน้ำตาคลอ พร้อมเสียงของลูกๆ ที่บอกพ่อว่า “ดีใจที่พ่อกลับมา” สร้างความตื้นตันใจให้กับผู้เป็นพ่อที่แสดงแววตาดีใจจนน้ำตาคลอเบ้า

นายนพโรจน์ให้สัมภาษณ์ว่า ไปทำงานที่ไร่อะโวคาโดที่อิสราเอลได้ประมาณ 1 ปี พื้นที่ที่ทำงานเป็นหมู่บ้านเบลี ห่างไกลจากที่เกิดเหตุประมาณ 3 กิโลเมตร วันที่เกิดเหตุโจมตี ได้เข้าไปหลบภัยในโดมตั้งแต่ช่วงเช้าและพยายามติดต่อขอความช่วยเหลือจากสถานทูต ซึ่งได้รับแจ้งว่าทหารกำลังเข้าไปช่วยเหลือ

Advertisement

“ขณะนั้น ในใจผมคิดว่าคงไม่รอด เพราะมีรายงานกองกำลังบุกเข้ามาโจมตีและมีชาวยิวเสียชีวิตจำนวนมาก ในใจคิดถึงครอบครัว ภรรยาและลูกอย่างมาก และภาวนาขอให้มีชีวิตรอด ซึ่งในตัวได้ห้อยพระรอดติดตัวอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งตกเย็นมีทหารเข้ามาช่วยเหลือ จนสามารถรอดชีวิตออกมาได้ คนไทยที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันเท่าที่ทราบมี 14 คน ทุกคนปลอดภัย อย่างไรก็ตาม หลังจากเหตุการณ์สงบ คิดว่าคงจะกลับไปทำงานต่อที่เดิม เพราะเจ้านายเป็นคนดี” นายนพโรจน์กล่าว

ด้าน นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า แรงงานที่เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยวันนี้ มีการตรวจคัดกรองสุขภาพกาย สุขภาพจิตเบื้องต้นที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 เรียบร้อยแล้ว บางส่วนก็เดินทางกลับภูมิลำเนา บางส่วนก็มาพบกับญาติๆ ที่สถาบันบำราศนราดูร ที่มารอรับกลับบ้านด้วยกัน ทั้งนี้ ผลการคัดกรองสุขภาพ พบว่ามี 1 ราย ที่ได้รับบาดเจ็บจากการหกล้ม และอีก 37 ราย ที่คัดกรองสุขภาพจิตเบื้องต้นที่ บน.6 พบว่า มีความเครียด จึงต้องส่งเข้ามาที่สถาบันบำราศนราดูร เพื่อประเมินสุขภาพจิตอย่างละเอียด จำนวน 37 ราย นอกจากนี้ ยังมีแรงงาน 1 คน ที่ขอค้าง 1 คืน ที่สถาบันบำราศนราดูร ซึ่งได้จัดเตรียมที่พักให้แล้ว ส่วนเรื่องการกลับภูมิลำเนานั้น จะมีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ดูแลต่อไป

นพ.ธงชัย กล่าวว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อม 1.กองด่านควบคุมโรคต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค เตรียมการคัดกรองสุขภาพ และประสานงานส่งผู้ป่วยบาดเจ็บ หรือโรคทั่วไป ไปที่โรงพยาบาลที่รับผู้ป่วย ทั้งอาคารอากาศยาน บน. 6 และ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 2.เตรียมที่พักชั่วคราว สำหรับผู้เดินทางที่ยังไม่สามารถกลับภูมิลำเนา ที่กองด่านฯ จำนวน 60 ห้อง ความจุ 90 คน 3.เตรียมการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการชนิดรวดเร็ว (<2 ชม.) ที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถาบันบำราศนราดูร สำหรับกรณีผู้ป่วยมีอาการ 4.เตรียมวัคซีน สำหรับทีมที่จะไปปฏิบัติงานยังต่างประเทศ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ โควิด-19 ไข้กาฬ หลังแอ่น และ 5.สถาบันบำราศนราดูรเตรียมสถานที่ห้องพักต่างๆ รองรับผู้ป่วยโรคติดต่อ

“นอกจากนี้ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ และเพิ่มการสื่อสารกันให้มากขึ้น ทั้งนี้มีคนไทยกรอกแบบฟอร์มแจ้งความประสงค์การเดินทางกับทางสถานทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ จำนวน 7,540 ราย จำแนกเป็น ผู้ที่ขอเดินทางกลับประเทศไทย 7,446 ราย และ แจ้งความประสงค์ไม่ขอกลับ 94 ราย ซึ่งจะทยอยกลับมาเรื่อย ความพร้อมระบบคัดกรองสุขภาพและตรวจรักษาโรคในเบื้องต้นก็จะสะดวกรวดเร็วขึ้น” นพ.ธงชัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังแรงงานเดินทางมาถึงระหว่างการนั่งรอขึ้นรถกลับ ปรากฏว่า มีแรงงานชาย 1 คน เกิดอาการผิดปกติ เหงื่อแตก คนที่อยู่ข้างๆ ต้องคอยพัดให้ กระทั่งเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแล สอบถามพบว่า เป็นอาการแพ้อาหาร จึงได้รีบนำตัวส่งเข้ารักษาที่ รพ.บำราศนราดูร ซึ่งอยู่ติดกัน