แรงงานไทย เหยื่อสงคราม เปิด ‘นาทีชีวิต’
การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสตั้งแต่ 7 ตุลาคม ตึงเครียด มีคนไทยเสียชีวิต บาดเจ็บจำนวนมาก และถูกจับไปเป็นตัวประกัน สร้างความตื่นตระหนกแก่ชาวไทยทั้งประเทศ รัฐบาลตั้งเป้าช่วยเหลือขนแรงงานคนไทยกลับให้หมดสิ้นเดือนตุลาคมนี้
แรงงานไทยที่เดินทางกลับมาถึงมาตุภูมิต่างได้เล่านาทีชีวิต
นายวิมาน วงศ์จำปา หรือโน่ อายุ 38 ปี ชาวบ้าน บ้านดงหม้อทอง ต.ดงหม้อทองใต้ อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร แรงงานไทยภาคการเกษตร ที่เดินทางกลับประเทศไทยในชุด 15 คนแรก เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา ทันทีที่มาถึงบ้านเกิด มีลูก เมีย พ่อแม่ และญาติพี่น้อง รอต้อนรับอย่างอบอุ่น พอนายวิมานลงมาจากรถครอบครัวก็รีบเข้าไปสวมกอด พร้อมกันนี้ยังนำสวิงมาช้อนรับขวัญ ผูกข้อมือตามความเชื่อประเพณีของชาวอีสานที่ได้กลับมาสู่อ้อมกอดของครอบครัว
นายวิมานเล่าว่า ไปทำงานอิสราเอลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ถูกต้องตามกฎหมาย โดยไปทำงานให้นายจ้างที่เมืองอัชเคลอน เป็นเมืองชายฝั่งในเขตทางใต้ของอิสราเอล บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ห่างจากเทลอาวีฟไปทางใต้ 50 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากชายแดนฉนวนกาซาไปทางเหนือ 13 กิโลเมตร งานที่ทำเป็นฟาร์มปลูกแตง มะเขือเทศ อะโวคาโด ตลอดช่วงที่เดินทางไปถึงสถานการณ์ก็ปกติ มีโจมตีทางอากาศไปมาบ้าง แต่ไม่เคยรุนแรง รายได้ประมาณ 4-5 หมื่นบาทต่อเดือน
“เช้ามืดวันที่ 7 ตุลาคม ที่เมืองอัชเคลอน นายจ้างได้ให้ผู้จัดการเดินทางไปรับผมและแรงงานคนไทยที่แคมป์คนงาน เข้าไปทำงานที่ฟาร์ม ตอนนี้เป็นช่วงเก็บอะโวคาโด และต้องเข้างานประมาณ 06.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น ระหว่างเดินทางจะไปที่หมายเห็นมีการโจมตีทางอากาศและป้องกันการโจมตีของอิสราเอลแสงสว่างจ้าทั่วท้องฟ้า ผู้จัดการจึงหยุดรถรอดูสถานการณ์และในโทรศัพท์ก็ได้แจ้งเตือนการโจมตี
“ผู้จัดการรีบสอบถามไปยังหน่วยงานความมั่นคงว่าสถานการณ์รุนแรงแค่ไหน ได้รับคำตอบว่ามีความรุนแรงมาก ผู้จัดการหันหัวรถกลับไปยังบ้านนายจ้างเพื่อความปลอดภัย เมื่อเห็นว่าสถานการณ์น่าจะยืดเยื้อไม่ปลอดภัย นายจ้างและผู้จัดการรวมถึงคนไทยทั้งหมด 9 คน ใช้รถกระบะเพื่อเดินทางไปเก็บเอกสารสำคัญและสัมภาระ โดยแยกเป็นนายจ้างคนขับ ผู้จัดการนั่งหน้า ส่วนผมนั่งแถวหลังห้องโดยสาร รวมห้องโดยสาร 5 คน และคนไทยนั่งหลังกระบะ 4 คน” นายวิมานกล่าว
นายวิมานย้อนถึงนาทีระทึกว่า ขณะที่เดินทางออกจากบ้านนายจ้างไปยังแคมป์คนงาน ปรากฏว่าเมื่อใกล้จะถึงที่หมาย จู่ๆ ได้ยินเสียงอะไรซักอย่างคล้ายๆ รถเหยียบถุงพลาสติก ดังเปาะแปะ ต่อมาได้ยินเพื่อนคนไทยทุบกระจกด้านหลัง บอกว่าอย่าจอดๆ ถูกยิง ให้ขับหนีออกไป ทุกคนรวมถึงตนรีบหมอบในรถและนายจ้างก็เหยียบรถหลบกระสุนหนีสุดชีวิต ปรากฏว่าเพื่อนคนไทยด้านหลังถูกกระสุนจากการซุ่มโจมตียิงได้รับบาดเจ็บหนัก 3 ราย ประกอบด้วย จ.ตาก จ.พะเยา และ จ.อุดรธานี ส่วนตนนั้นโชคดีมากที่ถูกกระสุนถากต้นแขนด้านซ้าย แต่แผลลึกพอสมควร จากนั้นรถของพวกตนได้ขับไปอีกหมู่บ้านเพื่อไปขอความช่วยเหลือในการห้ามเลือด ที่บาดเจ็บทั้งหมด 4 คน
จากนั้นคนอิสราเอลได้เรียกรถพยาบาลและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทำการรักษาเป็นการด่วน ต่อจากนั้นก็ติดต่อล่ามเพื่อขอความช่วยเหลือสถานทูต ขอแจ้งความประสงค์จนสามารถเดินทางกลับประเทศไทย ซึ่งขั้นตอนให้การช่วยเหลือรวดเร็วมาก
“ในเวลานั้นคิดอะไรไม่ทัน คือสงครามเราก็คิดว่าต้องเอาชีวิตให้รอด เพราะกระสุนเขายิงรัว ไม่ได้ยิงทีละนัดเหมือนในละครหรือภาพยนตร์ จนเราไม่สามารถโผล่หัวมองอะไรได้ ได้แต่ตะโกนบอกนายจ้างให้ขับรถออกไปเร็วๆ หนีเอาชีวิตรอดให้ได้ ตอนนี้กลับมาถึงไทยพร้อมบาดแผลที่เย็บด้วยแม็ก 7 แม็ก อาการดีขึ้นแล้ว ขณะนี้ภาครัฐของไทยเข้ามาดูแลอย่างเต็มที่ เยียวยาตามสิทธิที่จะได้รับ ถามว่าตอนนี้จะกลับไปอีกหรือไม่ ต้องขอดูสถานการณ์ก่อน เพราะอยู่บ้านรายได้ต่ำ แต่หากจะไปก็ไม่กลับไปอิสราเอลก็ได้” นายวิมานกล่าว
ขณะที่ นายเกรียงศักดิ์ พันธุ์สุรี อายุ 37 ปี ชาว อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ย้อนวันเกิดเหตุว่า ตอนเช้าวันนั้นตนและเพื่อนร่วมงานได้ออกมาทำอาหารด้วยกันตามปกติ ก็ไม่รู้ว่าจะมีการยิงกัน เพราะไม่มีการแจ้งเตือน โดยเวลา 7 โมงเช้า มีเสียงไซเรนดังพวกตนเลยพากันไปหลบตามบังเกอร์ จากนั้นไม่มีเสียงระเบิดแล้วก็เลยพากันออกมาทำกับข้าวเหมือนเดิม ผ่านไปประมาณเที่ยงก็มีเสียงปืนมาจากหน้าโรงงาน และไม่คิดว่าจะเป็นทหารฝั่งตรงข้าม คิดว่าใครยิงไล่คน แล้วจากนั้นก็มีทหารเข้ามา แต่ไม่รู้ว่าฝั่งไหน ยิงปืนไปทั่วโรงงาน แล้วก็เดินมาถึงบังเกอร์ที่มีผู้ชายผู้หญิงหลบอยู่ แต่ไม่เห็นตรงที่ตนหลบอยู่ แล้วก็จับตัวผู้ชายและผู้หญิงไป ก่อนไปก็ยิงปืนเข้ามาอีก จากนั้นพวกตนเลยวิ่งเข้าป่าไปหลบ สักพักออกมาจากป่าเพราะว่าหิวข้าวจะกลับมาทำกับข้าวกิน คิดว่ากลุ่มทหารไปกันหมดแล้ว ปรากฏกลุ่มทหารก็แอบกลับมาอีก เพราะเห็นพวกตนอยู่ตรงนั้น แล้วก็ยิงปืนใส่เลย
“ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างพากันวิ่ง แต่ไม่รู้ว่าถูกยิงไหม ต่อมาได้หลบอยู่ในห้องไม่ได้ออกมานั่งกินข้าวด้วย หลังจากเกิดเหตุยังไม่ได้ติดต่อกลับมาที่บ้าน เพราะถูกตัดสัญญาณหมดแล้ว หลังจากนั้นเพื่อนที่อยู่ด้วยกันก็พยายามประสานทหารมารับตัวออกจากพื้นที่ พอออกจากพื้นที่ได้ก็ไปอยู่ทางภาคเหนือของอิสราเอล ผมไม่คิดว่าจะได้กลับมาประเทศไทยเร็วขนาดนี้ นึกว่าจะอยู่อีกหลายวัน สถานทูตเร่งให้เลยได้กลับมาเร็ว ขอบคุณสถานทูต และรัฐบาลที่ช่วยเหลือเร่งให้ได้กลับมาเร็ว” นายเกรียงศักดิ์กล่าว
ส่วน นายจันทร์ดี แซ่ลี อายุ 35 ปี ชาวบ้านห้วยแล้ง หมู่ 2 ต.ท่าข้าม อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย เป็น 1 ในแรงงานชาว จ.เชียงราย 2,174 คน ที่ตัดสินใจข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำงาน โดยมีภรรยาคือ นางมาลัยวรรณ แซ่ลี และลูก 3 คน ที่เมืองไทย โดยไปทำงานประมาณ 2 ปี 6 เดือน เปิดใจว่า จุดที่พักหรือแคมป์คนงานที่อิสราเอล มีแรงงานพักด้วยกัน 11 คน เมื่อเกิดการสู้รบมีคนรอดชีวิตมาได้เพียง 5 คน รวมทั้งตน ส่วนเพื่อนอีก 6 คน ถูกยิงเสียชีวิตทั้งหมด ช่วงเกิดเหตุรู้สึกกลัวและยังสงสัยว่าจะได้มีโอกาสกลับมาพบครอบครัวอีกหรือไม่ เพราะแม้ในช่วงเวลาปกติไม่มีการสู้รบกันยังนับวันจะกลับบ้านเลย และยิ่งมีสงครามก็ยิ่งทำให้เกิดความกลัวและอยากกลับบ้าน เพราะรักลูกทุกคนอย่างมาก เหตุการณ์ได้เกิดขึ้นเร็วมาก คนงานหลายคนไม่ทันตั้งตัว เมื่อกลุ่มฮามาสบุกมาโจมตีต่างคนต่างหนีเอาตัวรอด โดยตนและพวก 5 คน ได้เข้าไปหลบในห้องภายในแคมป์ โชคดีที่กลุ่มตนได้มีทหารอิสราเอลบุกเข้ามาช่วยเหลือทันเวลา โดยที่กลุ่มฮามาสยังไม่ทันเข้ามาถึง หากไม่มีทหารอิสราเอลก็คงจบชีวิตไปเหมือนเพื่อนแรงงาน 6 คนนั้นแล้ว ในหมู่บ้านที่อยู่มีค่ายทหารอิสราเอลอยู่ด้วย เมื่อกองกำลังฮามาสเข้ามาจึงมีการยิงต่อสู้กันขึ้นตั้งแต่ 06.00 น.จนถึงตี 1 ของอีกวัน ส่วนพวกตนที่รอดมาได้เพราะพากันเข้าไปหลบในห้องโดมที่มีไว้ป้องกันระเบิด เมื่อทหารอิสราเอลควบคุมสถานการณ์ได้แล้วจึงช่วยออกมา
“ผมขอให้พระเจ้าคุ้มครองเพื่อนๆ คนที่ยังอยู่อิสราเอลให้ปลอดภัย เพราะมีทั้งพื้นที่ที่ปลอดภัยแล้ว แต่มีบางที่ที่อันตรายอยู่ก็มี ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองพี่น้องแรงงานไทยทุกคนที่อยู่ทางโน้นด้วย ตอนนี้รู้สึกดีใจที่สามารถเดินทางกลับมายังประเทศไทย กลับมาบ้านได้ แต่ภาพเหตุการณ์ยังคงอยู่ในความทรงจำ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก เดิมทีก็รู้ว่าการไปทำงานที่อิสราเอลมีความเสี่ยง แต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้ ตอนนี้รอดตายกลับมาได้แล้ว ก็คงจะหางานทำอยู่ที่บ้านเกิด อยู่กับครอบครัวและไม่คิดที่จะกลับไปทำงานที่นั่นอีก”
ทั้งหมดคือนาทีเป็นนาทีตายของแรงงานไทยท่ามกลางสงครามอิสราเอล-ฮามาส ณ ดินแดนตะวันออกกลาง

