คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2533 ให้วันที่ 21 ตุลาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นวันบำรุงรักษาต้นไม้ประจำปีของชาติ ต่อมา ครม.ได้มีมติเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2533 ให้ใช้ชื่อว่า “วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ” เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในน้ำพระราชหฤทัย อันประเสริฐที่มีต่อประเทศชาติและพสกนิกรชาวไทย อีกทั้ง เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นราชสักการะแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ด้วยการร่วมกิจกรรมบำรุงรักษาต้นไม้ โดยพร้อมเพรียงกัน

โดยเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ.2566” ที่กรมป่าไม้ โดยมี นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัด ทส. เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ รวมถึงนักเรียน นิสิต และนักศึกษา ร่วมกิจกรรม
โดยในปีนี้ กรมป่าไม้จะบำรุง ดูแลพรวนดิน ใส่ปุ๋ย ต้นพญาสัตบรรณ ซึ่งเป็นต้นไม้ทรงปลูกในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงปลูกเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2540 ณ กรมป่าไม้

พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า เนื่องในวันสำคัญดังกล่าว กรมป่าไม้จะจัดงานวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ.2566 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงความกตัญญูกตเวทิตาถวายเป็นราชสักการะแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยประชาชนทั่วประเทศ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สามารถร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมสืบสานพระราชปณิธานในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ให้มีความอุดมสมบูรณ์ได้ ด้วยการดูแลบำรุง พรวนดิน ใส่ปุ๋ยต้นไม้ ตัดแต่งกิ่งไม้ที่ปลูกในบริเวณที่พักอาศัย สถานที่ทำงาน สถานศึกษา ศาสนสถาน ตลอดจนพื้นที่สาธารณะตามสมควร ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของพื้นที่สีเขียวที่อยู่ใกล้ชิดกับการใช้ชีวิตประจำวันของเรา ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และช่วยลดภาวะโลกร้อน ที่ขณะนี้ทุกประเทศให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
กรมป่าไม้ได้จัดกิจกรรมวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติเป็นประจำทุกปีอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนกลางและสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ทั่วประเทศ สำหรับในส่วนกลางจัดกิจกรรมหลักคือการบำรุงดูแลต้นพญาสัตบรรณ ต้นไม้ทรงปลูกในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และการตัดแต่งกิ่งไม้ใหญ่ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย รักษาโรคแมลงให้กับต้นไม้ในบริเวณกรมป่าไม้ การสาธิตตัดแต่งกิ่งไม้ใหญ่โดยทีมรุกขกร กรมป่าไม้ การใช้ยารักษาโรคแมลงและวิธีการรักษาไม้ที่เป็นโรคต่างๆ
การจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้เรื่อง พระราชดำริด้านงานพัฒนาป่าไม้ การฟื้นฟูระบบนิเวศเพื่อแบ่งปันคาร์บอนเครดิต การวิจัยและพัฒนาการป่าไม้เพื่อประชาชน การดูแล บำรุงรักษาต้นไม้ในเมือง
โดยรุกขกร กรมป่าไม้ Kick off ป่าชุมชน สู่ตลาดคาร์บอนเครดิต การแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และนิทรรศการเทคโนโลยีด้านการป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า นอกจากนี้ กรมป่าไม้ได้จัดเตรียมกล้าไม้พันธุ์ดี และไม้มงคล อาทิ ตะแบก ทองอุไร ฝาง มะค่าโมง สัก และประดู่ป่า

โดย ต้นตะแบก เป็นไม้ประดับและไม้มงคล ด้วยช่อดอกมีมักสีม่วงอมชมพูขนาดใหญ่ ฤดูดอกบานมีความสวยงาม ทั้งยังสามารถให้ร่มเงาได้ดี นอกจากนี้ ชื่อของต้นตะแบกยังมีคำว่า “แบก” อันหมายความเกี่ยวกับการแบกรับไม่ให้ตกต่ำ หรือช่วยแบกรับภาระ ตะแบกจึงได้รับความเชื่อที่ว่าเป็นไม้ที่ช่วยค้ำจุนครอบครัวให้ร่มเย็น นิยมปลูกเพื่อประดับบ้านและสวน ริมถนน ทางเดิน ริมบ่อน้ำ
ทองอุไร ตามความเชื่อว่ากันว่า ทองอุไร ถือเป็นต้นไม้มงคล ช่วยให้ผู้ปลูกร่ำรวยเงินทอง โชคลาภ วาสนา มีเกียรติยศ และเจริญรุ่งเรือง หากจะให้ดีควรปลูกวันพุธและปลูกไว้ทางทิศเหนือของบ้าน ก็จะยิ่งเป็นมงคลกับคนในบ้านมากขึ้น
ต้นฝาง เป็นต้นไม้ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเพราะในสมัยนั้นต้นฝางถือเป็นไม้มีค่าที่มีการส่งออกไปขายยังนอกประเทศเพราะด้วยประโยชน์ของต้นฝางที่สามารถนำมาใช้ได้หลากหลายทางทั้งการแพทย์ ยารักษาโรคและภูมิปัญญาชาวบ้านที่นำมาประยุกต์ในหลายๆ ด้านที่ก่อให้เกิดรายได้ที่นำมาซึ่งชุมชนและฝางยังถือเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณครอบจักรวาล
มะค่าโมง เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง และเป็นไม้เนื้อแข็งที่นิยมตัดฟันมาก่อสร้างบ้านเรือน และแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ต่าง อาทิ โต๊ะทำงาน โต๊ะรับประทานอาหาร โต๊ะรับแขก และเก้าอี้ เป็นต้น เพราะเนื้อไม้มีความทนทาน และมีสีเหลืองอมแดงสวยงาม
สัก ต้นสักหรือสักทอง “ไม้มีค่า” ลำต้นขนาดใหญ่ ขึ้นอยู่ในป่าเบญจพรรณพบมากทางภาคเหนือของประเทศไทย บางส่วนมีในภาคกลางและภาคตะวันตก รวมถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วย อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะเข้าใจว่าต้นสักหรือสักทองเป็นไม้เนื้อแข็ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ต้นสักหรือสักทองเป็นไม้เนื้ออ่อนที่มีความทนทาน ซึ่งทนทานมากกว่าไม้เนื้อแข็งหลายชนิด ฯลฯ
ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไป สามารถขอรับกล้าไม้ได้ฟรีที่สถานีเพาะชำกล้าไม้ทั่วประเทศ หรือติดต่อขอรับกล้าไม้ได้ที่ https://www.forest.go.th/nursery/requestseedling/seedlingnurserylocation/

