เปิดไทม์ไลน์ “บัตรประชาชนใบเดียว” รักษาฟรีทุกที่ ประเดิม รพ.เขตดอนเมือง ธ.ค.นี้

24.10.23 | 15:44 น.

เปิดไทม์ไลน์ ‘บัตรประชาชนใบเดียว’ รักษาฟรีทุกที่ ประเดิม รพ.เขตดอนเมือง ธ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2566 นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2566 ที่มี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ที่ทำเนียบรัฐบาล มี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รองประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขานุการคณะกรรมการฯ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการ สธ. และคณะกรรมการจากภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วมประชุมพร้อมกันเป็นนัดแรก ว่า

บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ เป็นนโยบายสำคัญในการยกระดับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคของรัฐบาล ซึ่งต้องมีการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของประชาชนในทุกระดับทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ ซึ่งการพัฒนาจะแบ่งเป็น 4 ส่วน คือ 1.พัฒนาระบบบันทึกข้อมูลของโรงพยาบาล (รพ.) คลินิก ร้านยา และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สพ.) รวมถึง รพ.เอกชน 2.พัฒนาระบบยืนยันตัวตน การตรวจสอบสิทธิการรักษา การลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ของแพทย์ 3.พัฒนาระบบการทำงาน MOPH Data Hub เช่น ใบรับรองแพทย์ ประวัติสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ การนัดหมาย การดูแลผู้ป่วยที่บ้าน และ 4.พัฒนาระบบเชื่อมต่อประชาชน เช่น แอพพลิเคชั่นไลน์ หรืออื่นๆ

“ขณะนี้ สธ.มีฐานข้อมูลจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ซึ่งรวมกับประชากรต่างด้าว และชาวต่างชาติมากกว่า 66 ล้านคน ในฐานข้อมูลเดียว ขณะที่แอพพ์ไลน์และอื่นๆ มีข้อมูลประชาชนกว่า 35 ล้านคน ซึ่งข้อมูลของเราใกล้เคียงกับแอพพ์เป๋าตัง เราจึงใช้ฐานข้อมูลนี้มาต่อยอดนโยบายเร่งด่วน (Quick win) ใน 100 วันได้ทันที” นพ.พงศธรกล่าว และว่า สำหรับความปลอดภัยทางเทคโนโลยี ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA เป็นสิ่งที่ สธ.คำนึงถึงสูงสุดในการพัฒนานโยบายบัตรประชาชนใบเดียว ซึ่งจะมีการนำร่องใน 4 จังหวัด คือ แพร่ เพชรบุรี ร้อยเอ็ด และนราธิวาส โดยจะมีโรงพยาบาลในสังกัด สธ. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงกลาโหม รพ.เอกชน คลินิก ร้านยา และ รพ.สต. ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ โดยจะมีการถอดบทเรียนจากการนำร่องก่อนขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั้งประเทศต่อไป

Advertisement

นพ.พงศธรกล่าวว่า สำหรับระยะที่ 1 เดือนมกราคม 2567 ประชาชนใน 4 จังหวัด จะได้รับ 1.ประวัติสุขภาพออนไลน์แสดงบนโทรศัพท์มือถือ 2.สามารถดึงข้อมูลสุขภาพของตัวเองมาเก็บไว้ในมือถือ หรือกระเป๋าสุขภาพได้ หญิงตั้งครรภ์จะมีสมุดฝากครรภ์ในมือถือ 3.ใบรับรองแพทย์ดิจิทัล 4.ใบสั่งยา ใบสั่งแล็บแบบอิเล็กทรอนิกส์ ในกรณีที่ต้องไปซื้อยาในร้านยา หรือไปเจาะเลือดใกล้บ้าน 5.ระบบการแพทย์ทางไกลผ่าน รพ. รพ.สต. และคลินิกใน 4 จังหวัดนำร่อง 6.นัดหมายออนไลน์ 7.บริการรับ-ส่งยาทางไปรษณีย์ 8.การเบิกจ่ายผ่านระบบกลางกับกองทุนสุขภาพ ซึ่งในอนาคตหน่วยบริการจะได้รับเงินภายใน 72 ชั่วโมง

สำหรับระยะที่ 2 เดือนเมษายน 2567 จะมีการขยายเรื่องที่ 9.การจ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์ ประชาชนสามารถจ่ายเงินผ่านมือถือได้ 10.การส่งต่อผู้ป่วยจะไม่ต้องใช้ใบส่งต่ออีกต่อไป 11.บริการเจาะเลือดใกล้บ้าน และ 12.การดูแลผู้ป่วยที่บ้านสำหรับผู้ป่วยระยะท้าย ทั้งนี้ จึงขอให้ที่ประชุมเห็นชอบการนำร่องระบบบัตรประชาชนใบเดียว 4 จังหวัด และขอให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมสนับสนุนการดำเนินการ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนในปี 2567

ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สำหรับการรองรับนโยบายของรัฐบาล สปสช. จะเพิ่มการอำนวยความสะดวกให้หน่วยบริการในการเบิกจ่ายงบประมาณซึ่งใช้ระบบ AI ตรวจสอบก่อนจ่าย ให้มีการจ่ายเงินล่วงหน้าในการดูแลประชาชน ส่วนประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่แล้วไปรับบริการต่างพื้นที่ สปสช. ก็จะเร่งการจ่ายเงินให้ไม่เกิน 72 ชั่วโมง หรือใน 3 วัน หากมีความจำเป็นที่ประชาชนต้องเข้ารักษาใน รพ. จะเร่งการเบิกจ่ายไม่เกิน 14 วัน ทั้งนี้ ยืนยันเรื่องการส่งเสริมป้องกันโรคสำหรับประชาชนทุกสิทธิ ได้แก่ การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก, สถานชีวาภิบาล และการดูแลผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังในชุมชน หวังว่า สปสช.จะเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูประบบสุขภาพในรอบ 20 ปี ที่มีโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค

ด้าน นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รักษาราชการแทนรองปลัด สธ. กล่าวถึงสถานการณ์ผู้ป่วยมะเร็งว่า เพิ่มสูงขึ้น มีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ 140,000 คนต่อปี มีผู้เสียชีวิตจากมะเร็ง 84,000 คนต่อปี ในแต่ละปีผู้หญิงเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกมากกว่า 2,000 คน ซึ่งหากมีระบบคัดกรองป้องกันจะลดปัญหาตรงนี้ได้ ดังนั้น การเพิ่มการตรวจคัดกรองมะเร็งในประชากรกลุ่มเสี่ยง การคัดกรองพยาธิใบไม้ในตับ การเพิ่มการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือต่างๆ เช่น การตรวจเต้านมด้วยแมมโมแกรม และการรักษาที่ครอบคลุมทุกมิติ ให้สามารถเข้าถึงยาเคมีบำบัด การบริการรังสีรักษาให้ครอบคลุมทั้งประเทศในทุกพื้นที่ และยังดูแลทางใจอีกด้วย เพื่อเป็นการดูแลมะเร็งแบบครบวงจร การดำเนินการช่วง 100 วัน ได้ตั้งทีม Cancer warrior ดูแลประชาชนทุกจังหวัด และในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ จะคิกออฟฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ในหญิงอายุ 11-20 ปีฟรี 1 ล้านโดส

นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ รักษาราชการแทนรองปลัด สธ. กล่าวถึงการเพิ่มการเข้าถึงบริการในเขตกรุงเทพมหานคร ว่า กรุงเทพฯมีประชาชนในระบบสุขภาพ 3 กองทุนรวม 7.7 ล้านคน มี รพ. 112 แห่ง เป็นของรัฐ 24 แห่ง เอกชน 88 แห่ง มีเตียงทุกสังกัด 30,180 เตียง คิดเป็น 3.92 เตียงต่อพันประชาชกร อย่างไรก็ตาม โซน รพ.ของดอนเมือง ถือว่าน้อยมาก โดยในเขตดอนเมืองมี รพ.แม่ข่าย คือ รพ.ทหารอากาศ (สีกัน) ขนาด 30 เตียง ดังนั้น นโยบาย รพ.กทม. 50 เขต 50 รพ. มีเป้าหมายเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพในกรุงเทพฯ การบริหารระบบรับส่งต่อร่วมกันอย่างมีเอกภาพ และประชาชนในพื้นที่เข้าถึงบริการส่งเสริม ป้องกัน รักษา ฟื้นฟู และดูแลระยะท้ายอย่างเท่าเทียม

“เพื่อให้บรรลุตามนโยบาย ได้กำหนดควิกวิน โดยการพัฒนาให้เกิด รพ.ประจำเขตดอนเมือง ด้วยการยกระดับ รพ.ทหารอากาศ (สีกัน) สังกัดกรมแพทย์ทหารอากาศ กองทัพอากาศ เป็น รพ.ทุติยภูมิ ขนาด 120 เตียง และยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุข 60 รสสุคนธ์ มโนชญากร เป็นโรงพยาบาลผู้ป่วยนอกเฉพาะทางร่วมกับโรงพยาบาลแม่ข่าย และเตรียมพร้อม รพ.ราชวิถี 2 เป็นโรงพยาบาลรับส่งต่อผู้ป่วย คาดว่าจะเปิดให้บริการทั้ง 3 ส่วนได้ภายในเดือนธันวาคม 2566” นพ.กิตติศักดิ์กล่าว

ขณะที่ นพ.พงศ์เกษม ไข่มุกด์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงสถานการณ์ป่วยจิตเวชและยาเสพติดที่เสี่ยงต่อการก่อความรุนแรงว่า พบว่า ผู้ป่วยจิตเวช 166,563 คน เสี่ยงก่อความรุนแรงประมาณ ร้อยละ 25.4 ก่อความรุนแรง ร้อยละ 9.1 ส่วนผู้ป่วยยาเสพติด 129,081 คน เสี่ยงก่อความรุนแรง ร้อยละ 50.5 เพื่อให้มีการบริการที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยเน้นหลัก “เพื่อนแท้มีทุกที่” ให้ประชาชนเข้าถึงบริการคุณภาพตั้งแต่ระยะแรก และสามารถกลับไปใช้ชีวิตในชุมชนได้ โดยจัดตั้ง “มินิธัญญารักษ์” ทุกจังหวัดเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการบำบัดรักษาฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดซึ่งปัจจุบันมีมินิธัญญารักษ์แล้ว 35 จังหวัด 64 รพ. มีกลุ่มงานจิตเวชทุกอำเภอ และมีหอผู้ป่วยจิตเวชทุกจังหวัด นอกจากนี้ จะส่งเสริมสุขภาพจิตเชิงรุกในชุมชน ค้นหากลุ่มเสี่ยงในชุมชน บริการฉุกเฉินจิตเวช เพิ่มการเข้าถึงบริการจิตเวชทางไกล และการฟื้นฟูผู้ป่วยระยะยาวในชุมชน/สังคม