“ชลน่าน” ผนึกภาคี สกัดมะเร็งปากมดลูก ฉีดวัคซีน HPV 1 ล้านเข็ม เริ่ม! ทั่วไทย 8 พ.ย.นี้
วันนี้ (25 ตุลาคม 2566) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการ สธ. เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามประกาศความร่วมมือขับเคลื่อนนโยบายมะเร็งครบวงจร และรณรงค์ฉีดวัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูก 1 ล้านเข็ม ใน 100 วัน สำหรับผู้หญิงอายุ 11- 20 ปี ภายใต้แนวคิด “รู้เท่าทัน ป้องกันได้ ตรวจพบรักษาไว ปลอดภัยจากมะเร็ง” โดยมี นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ. นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัด สธ. เป็นผู้ลงนามความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สภากาชาดไทย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สถาบันวัคซีนแห่งชาติ กรมการแพทย์ กรมอนามัย และกรมควบคุมโรค

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า โรคมะเร็งถือเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของไทย ขณะที่แนวโน้มการเกิดโรคเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากความเสี่ยงด้านพฤติกรรมและสถาพแวดล้อม ทำให้พบผู้ป่วยรายใหม่ปีละมากกว่า 1 แสนราย เสียชีวิตมากกว่า 8 หมื่นราย โดยโรคมะเร็งที่พบมากในคนไทย ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และมะเร็งปากมดลูก ในปี 2567 สธ. จึงมีนโยบายยกระดับโครงการ 30 บาทอัพเกรด มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาโรคมะเร็งแบบครบวงจร ด้วยการจัดตั้ง Cancer Warrior ในการร่วมกับภาคีเครือข่ายส่งเสริมความรู้เรื่องโรคมะเร็ง

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า สำหรับมะเร็งปากมดลูก พบเป็นอันดับ 2 ในผู้หญิงไทยที่มีอายุต่ำกว่า 45 ปี ในปี 2563 พบผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 9,000 ราย และพบผู้เสียชีวิตประมาณ 4,700 ราย สาเหตุมาจากการติดเชื้อ Human Papilloma Virus หรือ ไวรัส HPV ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน โดยเฉพาะหากฉีดตั้งแต่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์ จะมีประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อได้ถึงร้อยละ 93-95 ส่งผลให้ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งปากมดลูกใน 10-20 ปีข้างหน้าได้ สธ.จึงมีนโยบายเร่งรัดการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV ในผู้หญิงอายุ 11 – 20 ปี ทั้งในและนอกระบบการศึกษา เพื่อลดการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก โดยกำหนดเป้าหมายการฉีด 1 ล้านเข็ม ภายใน 100 วัน ตามนโยบายยกระดับ 30 บาท และควิกวิน (Quick Win) “มะเร็งครบวงจร – วัคซีน HPV”

“ทุกหน่วยงานพร้อมใจกันประกาศความร่วมมือในการเดินหน้าฉีดวัคซีน HPV ทั้งการรณรงค์เชิญชวนให้กลุ่มเป้าหมายเข้ารับบริการ และจัดการให้บริการที่เข้าถึงได้สะดวก โดยจะมีการคิกออฟฉีดพร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ นอกจากนี้ สธ.ยังสนับสนุนการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงอายุ 30-60 ปีด้วย เพื่อช่วยให้สตรีไทยปลอดภัยจากมะเร็งปากมดลูกได้มากขึ้นด้วย” นพ.ชลน่าน กล่าวและว่า ประเทศไทยมีนโยบายฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV จำนวน 2 เข็ม ให้กับเด็กนักเรียนชั้น ป.5 ต่อมาในปี 2562 วัคซีน HPV เกิดขาดแคลนทั่วโลก ส่งผลให้กลุ่มเป้าหมายไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ดังนั้นปี 2565 สธ.สามารถจัดหาวัคซีนได้อีกครั้ง จึงกำหนดนโยบายเน้นหนักเป็นควิกวิน กลุ่มเป้าหมายอายุ 11-20 ปี ทั้งในและนอกระบบศึกษา ภายใน 100 วัน

ผู้สื่อข่าวถามถึงการความสามารถในการฉีดวัคซีน 1 ล้านโดส ใน 100 วัน เท่ากับฉีดวันละ 1 หมื่นโดส จะต้องวางระบบรองรับอย่างไร นพ.ชลน่าน กล่าวว่า เรามีศักยภาพในการฉีดวัคซีนในสถานพยาบาลที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นสถานที่รองรับการฉีดวัคซีน ดังนั้นวันละ 1 หมื่นโดส จะเป็นตัวเลขที่เราทำได้
เมื่อถามว่า หากกรณีผู้หญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี ที่ได้รับวัคซีน HPV เข็มแรกมาแล้ว ต้องการมารับเข็ม 2 ฟรีจากโครงการนี้ สามารถทำได้หรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ในการฉีดวัคซีน HPV ต้องฉีด 2 เข็ม ระยะห่างกัน 6 เดือนถึง 1 ปี ดังนั้น ต้องดูว่าคนที่ฉีดมา 1 เข็ม ได้รับมาตอนไหน ถ้าฉีด 1 เข็มนานเกิน 1 ปีแล้ว ก็ต้องมาเริ่มฉีดใหม่ทั้ง 2 เข็ม

ด้าน นพ.โอภาส กล่าวว่า การฉีดวัคซีน HPV นับเป็นกิจกรรมแรกของนโยบายมะเร็งครบวงจร โรคมะเร็งปากมดลูก พบบ่อยเป็นอันดับ 2 ในผู้หญิงอายุต่ำกว่า 45 ปี ข้อมูลในปี 2563 พบผู้ป่วยรายใหม่ 9 พันราย เสียชีวิต 4,700 ราย โดยในปี 2567 สธ. ตั้งเป้าเพิ่มคุณภาพชีวิตประชาชนจากโรคมะเร็งที่ครอบคลุมการป้องกัน คัดกรอง รักษา และการดูแลโรค ดังนั้น จึงจัดให้มีโครงการเร่งรัดฉีดวัคซีน HPV ให้ผู้หญิงอายุ 11-20 ปี จำนวน 1 ล้านโดส ใน 100 วัน วันนี้ สธ.จึงต้องประกาศความร่วมมือกับภาคีต่าง ๆ ทั้งในและนอกสถานศึกษา เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวก พร้อมรณรงค์ให้กลุ่มเป้าหมายเข้ารับการฉีดวัคซีน HPV โดย สธ.คิกออฟในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ เป็นต้นไป
นพ.โอภาส กล่าวเพิ่มเติมว่า การฉีดวัคซีน HPV จะมี 2 แบบ คือ ในโรงเรียนเป็นฐาน ซึ่งจะให้เด็กในระบบการศึกษาเข้ามารับวัคซีน ส่วนผู้ที่อยู่นอกระบบการศึกษา ก็จะให้เข้ารับวัคซีนในสถานพยาบาล หรือสถานประกอบการก็สามารถแจ้งความจำนงได้เพื่อให้ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี ได้รับวัคซีน HPV
ขณะที่ นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รักษาราชการแทนอธิบดีควบคุมโรค กล่าวถึงวัคซีน HPV ที่จะฉีดให้กับผู้หญิงอายุ 11-20 ปี ว่า เป็นแบบ 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ 16 และ 18 โดยจะต้องฉีด 2 เข็ม ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกได้สูง เป็นไปตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) ขณะนี้มีวัคซีนอยู่ที่กรมควบคุมโรคประมาณ 1.2 ล้านโดส ซึ่งสามารถเริ่มฉีดได้ทันที

