สปสช.หนุนควิกวิน “มะเร็งครบวงจร” จัดงบปี’67 กว่า 717 ล. ซื้อวัคซีนเอชพีวีฉีดกลุ่มเสี่ยง
วันนี้ (29 ตุลาคม 2566) นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยถึงแผนการสนับสนุนโครงการมะเร็งครบวงจร และการให้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกเอชพีวี (HPV) จำนวน 1 ล้านโดส ในผู้หญิงอายุ 11-20 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วน (Quick win) ที่ต้องทำให้สำเร็จใน 100 วัน ว่า ต้องเร่งดำเนินการแบบครบวงจรตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ หรือ Super Board สาธารณสุข ให้เร่งดำเนินการขับเคลื่อน โดยเฉพาะมะเร็งปากมดลูก เนื่องด้วยเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 ของผู้หญิงไทยที่อายุต่ำกว่า 45 ปี ซึ่งผู้หญิงทุกคนมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกได้จากการรับเชื้อเอชพีวี ซึ่งสายพันธุ์ที่พบบ่อย คือ สายพันธุ์ที่ 16 และ 18 โดยเมื่อติดเชื้อแล้วจะไม่มีอาการ กว่าจะรู้ตัวใช้เวลาหลายปีและได้เข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว

“ดังนั้น เพื่อเป็นการดำเนินการตามนโยบาย สปสช.จึงได้ร่วมขับเคลื่อนกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย และได้ลงนามประกาศความร่วมมือเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2566 เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกให้เป็นไปตามเป้าหมาย” นพ.จเด็จ กล่าว
เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า จากนโยบายมะเร็งครบวงจรนี้ สปสช.จะเร่งสนับสนุนการจัดบริการมะเร็งปากมดลูก ภายใต้สิทธิประโยชน์สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ประกอบด้วย บริการวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ลดโอกาสเสี่ยงต่อโรค ตามนโยบายจะเริ่มในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งการฉีดวัคซีนตั้งแต่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์ หรือในผู้หญิง อายุ 9-26ปี จะป้องกันการติดเชื้อได้มากถึงร้อยละ 90 ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งปากมดลูกใน 10 -20 ปีข้างหน้าได้ โดย สปสช. ได้กำหนดเป้าหมายควิกวินสนับสนุนการฉีดวัคซีนเอชพีวี 1 ล้านโดส ใน 100 วันแรก ให้กับกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ถึงชั้นอุดมศึกษาปีที่ 2 (หรืออายุ 11-20 ปี) ทุกสิทธิการรักษาพยาบาล โดยเน้นการให้บริการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดก่อน

“อย่างไรก็ตาม กรณีที่เป็นฉีดให้กับกลุ่มอายุ 15 –20 ปี จะเป็นการฉีดเข็มที่ 2 ซึ่งต้องผู้ที่ได้รับเข็ม 1 แล้วเกิน 6 เดือน (ตามคำแนะนำของ ACIP : Advisory Committee on Immunization Practices) โดย สปสช. จะจัดหาวัคซีนให้เพียงพอกับกลุ่มเป้าหมาย และพิจารณาจัดหาวัคซีนเอชพีวีเข็มที่ 2 เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันอย่างถูกต้องตามคำแนะนำทางวิชาการ และสิทธิประโยชน์ของประชาชน โดย สปสช. ได้เพิ่มเติมงบประมาณปี 2567 อีก 717.63 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนวัคซีนเอชพีวีเพิ่มรวมเป็นจำนวน 1,747,000 ล้านบาท จากเดิมที่กำหนดจัดซื้อเพียง 703,700 โดส และเมื่อรวมกับวัคซีนเอชพีวีกับส่วนอื่นๆ ทำให้มีวัคซีนเอชพีวีในระบบราว 1.9 ล้านโดส ในการเดินหน้านโยบายนี้” นพ.จเด็จ กล่าว

เลขาธิการ สปสช. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ สปสช.ได้เร่งสนับสนุนการบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เพื่อเพิ่มการเข้าถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และค้นหาผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาในระยะเริ่มแรก โดยมีกลุ่มเป้าหมายบริการ คือ หญิงไทย อายุ 30 – 59 ปี ทุกสิทธิการรักษาพยาบาล และหญิงไทย อายุ 15 – 29 ปี กรณีที่มีความเสี่ยงสูง ให้บริการตรวคัดกรองด้วยวิธีเอชพีวี ดีเอ็นเอ เทส (HPV DNA Test) 1 ครั้ง ทุก 5 ปี โดยเข้ารับบริการได้ที่หน่วยบริการในระบบบัตรทองที่สามารถให้บริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกได้

“ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเชิงรุก สปสช. ยังได้เพิ่มบริการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเชิงรุกด้วย HPV Self Sampling ที่เป็นชุดเก็บสิ่งส่งตรวจด้วยตนเองเพื่อนำส่งตรวจที่หน่วยบริการ ที่เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับหญิงไทยที่มีความรู้สึกอายที่จะรับบริการที่หน่วยบริการ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกให้บรรลุผลตามควิกวิน 100 วัน โดยเร็ว ซึ่งที่ผ่านมา สปสช.ได้ร่วมกับหน่วยบริการภาครัฐและเอกชนออกหน่วยให้บริการเชิงรุกในสถานประกอบการแล้ว” นพ.จเด็จ กล่าวและว่า นอกจากนี้ สปสช.ได้สนับสนุนการจัดบริการโดยหน่วยบริการที่มีศักยภาพให้บริการ HPV DNA Test ในรูปแบบ Center Lab) ที่มีเครือข่ายบริการที่หน่วยบริการเก็บตัวอย่าง หรือหน่วยบริการนวัตกรรม อาทิ ร้านยาและคลินิกการพยาบาลในการกระจายชุดตรวจ พร้อมมีเครือข่ายระบบจัดส่ง (Logistic) เพื่อนำ
เพื่อให้สามารถดำเนินการบริการตรวจคัดกรอง ประสานการส่งตอได้อย่างครบถ้วน ซึ่งที่ผ่านมา หลายพื้นที่ดำเนินการแล้ว เช่น เขต 7 ขอนแก่น ใน จ.ร้อยเอ็ด โดยมีโรงพยาบาล (รพ.) พนมไพร เป็นแม่ข่ายบริการห้องปฏิบัติการตรวจ และ เขต 9 นครราชสีมา โดย รพ.กรุงเทพราชสีมา ที่ออกหน่วยตรวจเชิงที่สถานประกอบการ เป็นต้น
นพ.จเด็จ กล่าวอีกว่า ภายหลังการตรวจคัดกรองมะเร็งปาดมดลูก ในกรณีผลตรวจพบว่าเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงหรือเป็นมะเร็งปากมดลูกในระยะแรก ก็สามารถเข้าสู่การรักษาพยาบาลตามสิทธิได้ โดยในส่วนของผู้มีสิทธิบัตรทอง สามารถเข้ารับบริการได้ที่หน่วยบริการในระบบได้ เบื้องต้นอาจเริ่มเข้ารับบริการที่หน่วยบริการประจำก่อน หากเกินศักยภาพของหน่วยบริการที่จะดูแล หรือมีคิวผู้ป่วยที่รอบริการจำนวนมาก สามารถเข้ารับบริการยังหน่วยบริการเฉพาะด้านโรคมะเร็ง หรือหน่วยบริการที่มีศักยภาพด้านการรักษามะเร็งทั่วประเทศในระบบบัตรทองได้ ตามนโยบายโรคมะเร็งไปที่ไหนก็ได้ (Cancer Anywhere) โดยครอบคลุมทั้งหน่วยบริการเคมีบำบัด หน่วยบริการรังสีรักษา และหน่วยบริการผ่าตัดรักษา เป็นต้น

