‘บุหรี่ไฟฟ้า’ 1 แท่ง นิโคตินเท่ากับ 20 มวน แพทย์เตือนอันตรายถึงมือสาม 

‘บุหรี่ไฟฟ้า’ 1 แท่ง นิโคตินเท่ากับ 20 มวน แพทย์เตือนอันตรายถึงมือสาม 

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า จากนโยบายของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่มีความห่วงใยประชาชน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องยาเสพติดในปัจจุบัน จึงได้มอบให้กรมการแพทย์ให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชน เป็นการสร้างความรอบรู้ Health literacy

ปัจจุบันนี้บุหรี่ไฟฟ้ากำลังระบาดในกลุ่มของวัยรุ่น รวมไปถึงเด็กในช่วงวัยเรียน ที่อาจได้รับอิทธิพลของการปรับปรุงรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ กลิ่น รสชาติของบุหรี่ไฟฟ้าที่กระตุ้นความอยากรู้อยากลองในเด็ก ซึ่งเด็กขาดการไตร่ตรองที่เหมาะสม และเผลอทดลองตามความคึกคะนอง จนส่งผลทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมา และมีแนวโน้มที่เด็กจะได้รับผลกระทบทางสุขภาพจากโทษของบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น

Advertisement

ด้าน นพ.อัครฐาน จิตนุยานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี หรือ โรงพยาบาล (รพ.) เด็ก กล่าวเพิ่มเติมว่า บุหรี่ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์สูบบุหรี่ชนิดหนึ่งถูกทำให้น้ำยาในบุหรี่ไฟฟ้าเป็นไอระเหยด้วยความร้อน ซึ่งสารนิโคตินเป็นสารเสพติดที่เป็นส่วนผสมในน้ำยาของบุหรี่ไฟฟ้า ดังนั้น การสูบบุหรี่ไฟฟ้าอาจทำให้ติดสารนิโคตินได้ ทั้งนี้ พบว่า บุหรี่ไฟฟ้า 1 แท่ง มีปริมาณนิโคตินเท่ากับบุหรี่ทั่วไป จำนวน 20 มวน ส่วนใหญ่กลุ่มผู้สูบจะมีอายุ 15-24 ปี

“ในบุหรี่ไฟฟ้ามีสารนิโคตินที่ก่อให้เกิดโทษส่งผลต่อสุขภาพของเด็กที่สูบ ได้แก่ ระบบการหายใจ จะเกิดการระคายเคือง ไอ เหนื่อยง่าย มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หลอดลมอักเสบ โรคมะเร็ง ระบบหลอดเลือดและหัวใจ ภาวะหลอดเลือดแข็ง จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ โรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น ระบบประสาทและสมอง เซลล์สมองถูกทำลาย อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ความจำลดลง เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ระบบทางเดินอาหารทำให้เกิดแผลในกระเพาะ คลื่นไส้ อาหารไม่ย่อย กรดไหลย้อนและอาจนำไปสู่โรคมะเร็ง ไอระเหยนี้มีสารก่อมะเร็งที่ไม่ได้เป็นอันตรายแค่ตัวผู้สูบ สำหรับผู้ที่อยู่รอบข้างคนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าเมื่อสูดดมควันเข้าไปสารนิโคตินจะส่งผลในระยะยาวต่อการพัฒนาสมองระบบประสาทและหน่วยความจำโดยเฉพาะในเด็กและวัยรุ่น และการได้รับนิโคตินในสตรีมีครรภ์อาจส่งผลต่อการพัฒนาสมองของทารกในครรภ์” นพ.อัครฐานกล่าว

นอกจากนี้ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กฯ กล่าวว่า สารพิษจากควันบุหรี่อาจตกค้างตามเส้นผม ผิวหนัง เสื้อผ้า ซึ่งผู้ที่สัมผัสสารพิษที่ตกค้างจากควันบุหรี่ หรือที่เรียกว่า “บุหรี่มือสาม” อาจเกิดอาการผิวหนังอักเสบได้ เพื่อป้องกันการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าของบุตรหลาน แนะพ่อ แม่ ผู้ปกครองและครูอาจารย์ที่โรงเรียน ควรหมั่นช่วยกันสอดส่องดูแล สังเกตพฤติกรรม เฝ้าระวังการเข้าถึงและการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเด็ก เตือนถึงโทษภัยจากบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงเป็นตัวอย่างที่ดีโดยการไม่สูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้า ควรเข้มงวดให้บ้านและสถานศึกษาเป็นสถานที่ปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image