คสรท.ชี้คำสั่งศึกษา’ค่าจ้างขั้นต่ำ’เข้าข่ายแทรกแซง ยันควรขึ้น 492 บาทเท่ากันทั้งปท.

คสรท.ชี้คำสั่งศึกษา’ค่าจ้างขั้นต่ำ’เข้าข่ายแทรกแซง ยันควรขึ้น 492 บาทเท่ากันทั้งปท.

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน นายชาลี ลอยสูง ที่ปรึกษาคณะกรรมการสมานฉันแรงงานไทย (คสรท.) กล่าวถึงกรณีนายเศษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีหนังสือสั่งการให้หน่วยที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการศึกษาการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และอัตราเงินเดือนสำหรับกลุ่มข้าราชการพลเรือนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยในส่วนของกระทรวงแรงงาน ขณะนี้มีคณะกรรมการค่าจ้าง หรือ บอร์ดค่าจ้าง 3 ฝ่าย (ไตรภาคี) ประกอบด้วย ผู้แทนภาครัฐ ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง พิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ ว่า เรื่องนี้ถือเป็นการแทรกแซงการทำงานอย่างชัดเจน

“จริงๆ ก็มีการแทรกแซงมาตลอดอยู่แล้ว แทรกแซงตั้งแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานแล้ว รัฐมนตรีฯ ไม่ควรออกมาพูดก่อนหน้านี้ว่า ไม่สามารถเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท ได้ทุกพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ถ้ามาพูดกันด้วยเรื่องเหตุผล ตอนนี้รัฐบาลอยากให้เศรษฐกิจประเทศดีขึ้น แต่หากไม่เติมกำลังซื้อแล้ว ถามว่า เศรษฐกิจจะดีได้อย่างไร ซึ่งการเติมกำลังซื้อสามารถทำได้ด้วยการปรับรายได้ของคนให้เพิ่มขึ้น จะทำให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ นี่คือหลักการที่จะทำให้เศรษฐกิจประเทศชาติดีขึ้น ไม่ใช่ว่ามาแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ที่เรียกว่า เป็นการชั่วพักชั่วครู่ จ่ายมาแล้วก็หายไป แต่หากปรับค่าจ้างขั้นต่ำแล้วจะยั่งยืนตลอดไป คนไหนที่มีงานทำ คนนั้นก็จะมีเงินไปซื้อของ” นายชาลี กล่าว

ที่ปรึกษา คสรท. กล่าวว่า หากปรับค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มแล้ว ทุนจะย้ายฐานการผลิต เรื่องนี้ก็พูดมาเยอะมาก ตั้งแต่ช่วงการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท ซึ่งมองว่า หากใครอยากย้ายฐานการผลิตก็ให้ย้ายไป เพราะถึงไม่ปรับเพิ่ม เขาก็ย้ายไปที่ประเทศที่มีการให้สิทธิ สวัสดิการสำหรับการลงทุนอยู่แล้ว ถ้าเขาเห็นว่าประเทศอื่นๆ ไม่มีความมั่นคง เขาก็จะเลือกตั้งฐานการผลิตที่เมืองไทย เพราะมองว่า เพิ่มค่าจ้างขึ้นมานิดหน่อย เขาก็อยู่ได้ เพราะประเทศไทยมีการอำนวยความสะดวกให้นักธุรกิจมากมายอยู่แล้ว

Advertisement

“ดังนั้น การปรับค่าจ้างขั้นต่ำ จึงต้องปรับตามสภาพความเป็นจริง ตอนนี้ข้าวของแพงขึ้นทุกอย่าง ขณะเดียวกันเงินในกระเป๋าน้อยลง แล้วจะให้เขาทำอย่างไร ถ้าไม่ปรับเพิ่ม กำลังซื้อของโรงงานที่เขาผลิตออกมาก็ไม่เกิด ออเดอร์น้อย โรงงานก็แย่อยู่ดี เพราะคนไม่มีกำลังซื้อ ความจริงนี่เป็นหลักการเอาเงินนายจ้างปล่อยออกมา แล้วเอาเงินนายจ้างซื้อของกลับไปเหมือนเดิม” นายชาลี กล่าวและว่า ขณะนี้ คณะกรรมการไตรภาคีมีก็เหมือนไม่มี มีไว้เพื่อที่จะบอกต่างชาติได้ว่า ประเทศไทยมีกรรมการไตรีภาคีที่ดูแลการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ แต่เอาเข้าจริง เวลาจะปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะให้ไปทางไหน เพราะกรรมการจาก 3 ฝ่าย นายจ้างกับลูกจ้างความเห็นไม่ตรงกันอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับฝ่ายที่ 3 คือ รัฐ ที่จะให้ไปทางไหน ก็ไปทางนั้น จะให้ปรับหรือไม่ปรับขึ้นอยู่กับคนกลาง ดังนั้น จึงเห็นว่า กรรมการค่าจ้างควรเพิ่มสัดส่วนนักวิชาการ ผู้ที่ได้รับผลกระทบเข้ามาอีกกลุ่ม

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตัวเลขที่ควรปรับเพิ่มควรเป็น 400 บาทเท่ากันทั้งประเทศ ตามที่ฝ่ายรัฐบาลเคยหาเสียงไว้ หรือตัวเลขไหนจึงจะเหมาะสม นายชาลี กล่าวว่า หลักการของ คสรท.เห็นว่า ควรมีการปรับในอัตรา 492 บาท เท่ากันทั้งประเทศ

“แต่รัฐบาลอยากให้เท่าไร ก็ขอให้ปรับให้เท่ากันทั้งประเทศก็แล้วกัน ถ้าอยากให้ทุกจังหวัดมีเศรษฐกิจที่ดีเหมือนกันก็ต้องเอาตรงนี้เป็นรากฐานของคนได้มีเงินซื้อของเท่ากันเสียก่อน เมื่อถึงเวลานั้น ก็เดินไปพร้อมกันทุกจังหวัด ของเราที่เสนอคือ 492 บาท แต่ถ้าเขาคิดว่า จ่ายได้เท่านี้ ด้วยหลักการและเหตุผลก็ขึ้นอยู่กับภาครัฐ พิจารณาแล้วจะได้เท่าไร ก็ได้ แต่สมควรจะได้เท่ากัน เพราะรัฐบาลหาเสียงไว้ ถ้าไม่ทำก็เสียรังวัด” นายชาลี กล่าว

 

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image