‘ชลน่าน’ ห่วง 7 วันอันตรายช่วงหยุดปีใหม่ จ่อศึกษาผลกระทบเปิดสถานบริการถึงตี 4
จากกรณีที่รัฐบาลประกาศให้มีการปรับเปลี่ยนวันหยุดปีใหม่จากเดิมหยุดวันที่ 30 ธันวาคม 2566-วันที่ 2 มกราคม 2567 เป็นเวลา 4 วัน เปลี่ยนมาหยุดในวันที่ 29 ธันวาคม 2566-วันที่ 1 มกราคม 2567 โดยให้เหตุผลว่า การเลื่อนวันหยุดชดเชยวันสิ้นปี เพื่อให้เกิดการกระจายตัวของการเดินทาง เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดในช่วงเทศกาลปีใหม่ จึงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนว่า บางส่วนได้จองตั๋วเครื่องบินและที่พักไว้แล้ว ขณะเดียวกัน ก็มองว่า วันที่ 31 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ที่คนส่วนใหญ่จะปาร์ตี้กินดื่มกันข้ามคืน ประกอบกับ นโยบายของรัฐที่จะมีการขยายเวลาเปิดสถานบริการในพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัด อาจส่งผลกระทบต่อการเดินทาง เพราะมีวันหยุดพักเพียง 1 วัน เพื่อกลับมาทำงานในวันที่ 2 มกราคม 2567 นั้น

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สธ.มีความเป็นห่วงเรื่องนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีวันหยุดปีใหม่เป็นอย่างไร เพราะเน้นพฤติกรรมทางสุขภาพไม่ได้เกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีการเลื่อนวันหยุดเป็นวันที่ 29 ธันวาคม แต่หน้าที่ สธ. คือ การสร้างความตระหนักรู้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องถึงอันตรายที่จะเกิดกับชีวิต
“เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเช่นนี้ หน้าที่ของเราคือ การบอกกล่าวแจ้งเตือน ส่งข้อมูลให้ประชาชนตระหนักรู้และระมัดระวัง เพราะเป็นช่วงเวลาที่อันตรายสูง ที่เราเรียกว่า 7 วันอันตราย อัตราเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงมาก ส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวข้องกับการเมาแล้วขับ” นพ.ชลน่านกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นต้องเพิ่มมาตรการรองรับการกินดื่มในช่วงปีใหม่ที่ในบางพื้นที่จะขยายเวลาเปิดสถานบริการถึงตี 4 อย่างไร นพ.ชลน่านกล่าวว่า มีมาตรการรองรับอยู่แล้ว และต้องนำมาใช้อย่างเข้มข้น เช่น การวัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร่างกาย แต่เรื่องเหล่านี้เป็นเพียงปลายเหตุ ที่สำคัญคือ การตระหนักรู้ ป้องกันตั้งแต่แรก และช่วยกันดูแลจากทุกหน่วยงาน
เมื่อถามว่า หากอัตราอุบัติเหตุ 7 วันอันตรายในปีใหม่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย ที่เชื่อมโยงกับการขยายเวลาเปิดสถานบริการ สธ.จะต้องทบทวนเพื่อเสนอต่อรัฐบาลพิจารณานโยบายนี้ใหม่หรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า เป็นหน้าที่ของเราอยู่แล้ว ซึ่งตอนแรกตั้งใจจะทำเรื่องการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนให้เรื่องนี้เป็น 1 ในนโยบายเร่งด่วน (Quick Win) ของ สธ. แต่เมื่อมาดูข้อเท็จจริง กระบวนการนำสู่การปฏิบัติเป็นเรื่องที่ยาก เช่น การช่วยเหลือผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุบนถนน ให้ส่งตัวถึงโรงพยาบาลภายใน 8 นาที เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายอย่าง ดังนั้น เราต้องไปดูในเชิงระบบทั้งหมด โดยการดูแลเรื่องนี้ไม่ใช่มิติของสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว เพราะมีทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดและหลังเกิดเหตุ เราต้องช่วยกันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดย สธ.เป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่ดูแล 7 วันอันตรายด้วย ก็ต้องดึงข้อมูลมาดูเพื่อปรับแก้ความเสียหายให้มากที่สุด
“เรื่องนี้เป็นความตั้งใจของ สธ. เพราะเราตรวจสอบว่า การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนแบบองค์รวม ที่ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นเรื่องเดียวที่ทำให้ประเทศไทยตกตัวชี้วัดของการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ SDG หากเราแก้ปัญหาตรงนี้ได้ ก็จะทำให้เราผ่านการชี้วัดเรื่องการดูแลความปลอดภัยด้านสุขภาพแบบองค์รวม แต่เรายังตกเรื่องนี้ ทำให้ยังอยู่อันดับ 1 ใน 5 แต่ถ้าเราผ่านตรงนี้ได้ ก็จะได้รับการยกระดับขึ้นเป็นที่ 1, 2 หรือ 3 ได้” นพ.ชลน่านกล่าว

