การประชุม Belt and Road Conference on Science and Technology Exchange(BRST) ครั้งที่ 1 ณ นครฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ระหว่างวันที่ 5 – 11 พฤศจิกายน 2566 หลังจากที่ประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง ได้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมา โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพ มีรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยของกระทรวง หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศต่างๆ จำนวน 24 ประเทศ จาก 70 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมประชุม

ในส่วนของประเทศไทย น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยนำคณะผู้บริหารระดับสูง ประกอบด้วย พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ อว. น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการ อว. รศ.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ประธานคณะที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ และผู้แทนหน่วยงานต่าง เข้าร่วม

โดยในการประชุม น.ส.ศุภมาส ได้เข้าประชุมเรื่อง Building Closer Belt and Road Partnerships on Science, Technology and Innovation โดย น.ส.ศุภมาส ได้หยิบยกประเด็น “การเชื่อมโยงประชาชนของทั้งสองฝ่าย คือ ประเทศไทย และ สาธารณรัฐประชาชนจีน ให้ใกล้ชิดมากขึ้น โดยการกระชับการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนกับประชาชนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”
รวมถึงในเรื่องของการแลกเปลี่ยนนักศึกษา นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัย และความร่วมมือที่จีนได้เห็นชอบให้นำอุปกรณ์ตรวจวัดสภาวะอวกาศ (Space Weather Sensor) ที่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(สดร.) อว.พัฒนาขึ้นซึ่งเป็นเทคโนโลยีชั้นสูงของประเทศไทยขึ้นไปกับยานสำรวจอวกาศฉางเอ๋อ-7 ที่มีกำหนดการเดินทางไปสำรวจดวงจันทร์ในปี 2569

ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศของประเทศที่สำคัญ รวมทั้งร่วมมือรับความท้าทายใหม่ๆ โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาสีเขียว ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) พลังงานสะอาด ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีควอนตัม เทคโนโลยีอวกาศ
นอกจากนี้ น.ส.ศุภมาส ได้เข้าร่วมประชุม A Path toward Future-Oriented Innovation-Driven Development และกล่าวในหัวข้อ “การใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมขจัดความยากจน” โดยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนและชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและได้ยกตัวอย่างที่อว.นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปแก้ปัญหาความยากจนผ่านโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ หรือ “U2T” โดยให้นักศึกษา มหาวิทยาลัยและหน่วยงานภายใต้ อว.เข้าไปทำงานร่วมกับชุมชนในการพัฒนาอาชีพ
“อว.ได้สนับสนุนให้มีการริเริ่มสร้างแพลตฟอร์ม หรือโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยการถอดบทเรียนความสำเร็จของประเทศจีนและยินดีร่วมมือกับประเทศจีนและนานาประเทศเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน” น.ส.ศุภมาส กล่าว

ที่สำคัญ น.ส.ศุภมาส ได้ประชุมทวิภาคีไทย – จีน ร่วมกับ นายหยิน เหอจวิ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของจีน และมีการลงนามใน “บันทึกความเข้าใจว่าด้วยโครงการแลกเปลี่ยนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในภาคประชาชน ระหว่าง อว. แห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน” (Memorandum of Understanding on Science and Technology People-to-People Exchange Program) เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ สร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ และสถาบันวิจัยของทั้งสองประเทศซึ่งจะเป็นการช่วยกระชับความร่วมมือทวิภาคีในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยมีหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ของ อว. และศูนย์แลกเปลี่ยนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน (China Science and Technology Exchange Center – CSTEC) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน ได้รับมอบหมายให้เป็นคณะทำงานร่วมภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้
“ดิฉันได้ขอให้รัฐมนตรีหยิน เหอจวิ้น ช่วยผลักดันและสานต่อความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของทั้งสองฝ่ายทั้งในระดับกระทรวงและระดับหน่วยงาน/มหาวิทยาลัย รวมทั้งจะใช้ประโยชน์จากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของสองประเทศ และผลักดันให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมให้ได้มากที่สุด” น.ส.ศุภมาส กล่าว
นี่คือก้าวยาวๆ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย

