สปสช.หนุนรัฐบาลฉีดวัคซีน HPV สกัด ‘มะเร็งปากมดลูก’ ต่อเนื่อง คาดปีละ 4 แสนโดส
วันนี้ (12 พฤศจิกายน 2566) นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยภายหลังร่วมกิจกรรมรณรงค์ฉีดวัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูก ให้กับกลุ่มเป้าหมายเด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (ป.5) – ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (ม.6) ของโรงเรียนไทรน้อย จ.นนทบุรี จำนวนประมาณ 700 คน เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่า โครงการดังกล่าวนับเป็นการเริ่มต้นนโยบายมะเร็งครบวงจร และยังเป็นนโยบายเร่งด่วน (Quick Win) 100 วันแรกของรัฐบาล ที่ต้องการขับเคลื่อนดูแลสุขภาพประชาชน โดยตั้งเป้าฉีดวัคซีน HPV ให้กับเด็กนักเรียน/นักศึกษาหญิงทั่วประเทศ ที่มีอายุระหว่าง 11-20 ปี รวม 1 ล้านเข็ม ในระยะเวลา 100 วัน

นพ.จเด็จ กล่าวว่า สปสช.สนับสนุนนโยบายรัฐบาล โดยสนับสนุนงบประมาณจัดหาวัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูก เพื่อเตรียมฉีดให้กับกลุ่มเป้าหมายตามโครงการนี้ จำนวน 1.9 ล้านเข็ม ทั้งนี้ เป็นวัคซีนที่ สปสช. ได้จัดหาไว้บางส่วนอยู่แล้วประมาณ 4 แสนเข็ม และยังมีวัคซีนที่ภาคเอกชนมอบให้กับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อนำไปฉีดให้กับประชาชนอีกจำนวนประมาณ 8 แสนเข็ม ขณะเดียวกัน ในเดือนธันวาคมนี้ จะมีวัคซีนที่จัดหาเพิ่มเติมอีกประมาณ 7 แสนเข็ม ซึ่งรวมแล้วเพียงพอต่อการขับเคลื่อนโครงการตามเป้าหมายได้แน่นอน และยังสามารถเก็บตกกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นด้วย
เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ขณะเดียวกัน สปสช. ยังได้จัดงบสำหรับเป็นค่าบริการฉีดวัคซีนให้กับหน่วยบริการสุขภาพ และโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศไปแล้วตามจำนวนกลุ่มเป้าหมาย ทำให้ขณะนี้ทั่วประเทศสามารถเดินหน้าและเริ่มฉีดวัคซีน HPV ให้กับกลุ่มเป้าหมายได้ทันที

“ตอนนี้เรามีประมาณ 1.2 ล้านเข็ม ที่แจกจ่ายไปแล้วตามแต่ละพื้นที่ และเดือนธันวาคมนี้ จะทยอยมาอีก 7 แสนเข็ม ซึ่งเพียงพอตามกลุ่มเป้าหมายคือเพศหญิงอายุระหว่าง 11-20 ปีทั่วประเทศ” นพ.จเด็จ กล่าวและว่า สำหรับกลุ่มอายุอื่นๆ ที่ต้องการฉีดวัคซีน HPV ด้วยนั้น ก็อยู่ที่นโยบายของรัฐบาลว่าจะให้ดำเนินการอย่างไร แต่ทั้งนี้ ช่วงอายุที่เหมาะสมที่สุดคือ เพศหญิงที่อายุ 11 ปี ซึ่งเมื่อได้รับวัคซีนแล้วจะมีประสิทธิภาพการป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ดีกว่า
นพ.จเด็จ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลกก็เคยแนะนำว่า วัคซีน HPV สามารถฉีดให้กับผู้หญิงได้ถึงอายุ 25 ปี แต่ทั้งนี้ ในส่วนของประเทศไทยจะต้องมีการศึกษาเรื่องนี้ก่อนว่า เหมาะสมหรือไม่ก่อนจะทำเป็นชุดสิทธิประโยชน์หรือนโยบายต่างๆ

“กลุ่มอายุอื่นที่เลยวัยฉีดวัคซีน HPV ไปแล้ว ก็ยังสามารถตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยตัวเองได้ง่ายๆ เช่นกัน สามารถไปรับการตรวจมะเร็งปากมดลูกได้ที่โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ โดยตรวจสอบได้ง่ายๆที่ แอพพลิเคชั่น เป๋าตัง เมนูกระเป๋าสุขภาพ เลือกสิทธิสุขภาพดีป้องกันโรค หรือโทรศัพท์สอบถามสายด่วน สปสช. 1330 ได้ นอกจากนั้น ยังสามารถรับชุดตรวจได้ที่หน่วยบริการของรัฐ หรือโรงพยาบาลของรัฐได้ ซึ่งก็ช่วยให้ประเมินอาการ และคัดกรองได้ หากพบว่ามีความเสี่ยง หรือป่วยแล้วจะได้เข้าสู่กระบวนการรักษาที่รวดเร็ว และมีโอกาสรอดชีวิต” นพ.จเด็จ กล่าว

นพ.จเด็จ กล่าวอีกว่า เมื่อสิ้นสุดโครงการฉีดวัคซีน HPV แล้ว ในปี 2567 สปสช. ยังเตรียมจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มเป้าหมายคือ เพศหญิงอายุ 11 ปี ที่ต้องฉีดวัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูกเข็มแรกทุกคน ซึ่งเป็นชุดสิทธิประโยชน์ที่ สปสช.ดูแลให้ โดยคาดว่ามีเด็กหญิงอายุ 11 ปี ได้รับวัคซีนปีละประมาณ 4 แสนโดส
“เด็กที่อายุ 10 ขวบในปีนี้ ปีหน้าก็ต้องรับวัคซีน เพราะเป็นกลุ่มเป้าหมายและอยุ่ในชุดสิทธิประโยชน์อยู่แล้ว แต่หากจะขยายไปสู่กลุ่มอายุอื่น ก็อยู่ที่นโยบายของรัฐบาลอีกที แต่ สปสช. พร้อมจัดเตรียมและจัดหาวัคซีนรองรับ รวมถึงค่าบริการฉีดวัคซีนให้กับหน่วยบริการด้วย” นพ.จเด็จ กล่าวและว่า สำหรับมะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งอีกชนิดที่ต้องการเอาชนะให้ได้ เพราะขณะนี้มีวัคซีนที่สามารถป้องกันได้ตั้งแต่เริ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเด็กนักเรียนหญิงที่มีอายุ 11 ปีขึ้นไป เพื่อลดความเสี่ยงป่วยมะเร็งปากมดลูกในอนาคต ซึ่งเมื่อมีตัวแปรใหม่อย่างเช่น วัคซีน HPV ที่ทำให้จัดการกับโรคได้ สปสช. ก็พร้อมจะนำมาเป็นชุดสิทธิประโยชน์ให้กับประชาชน อีกทั้ง สปสช. และภาคีเครือข่ายได้ศึกษาความคุ้มค่ามาแล้ว พบว่าหากได้รับวัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่เด็ก จะช่วยให้ลดความเสี่ยงเป็นมะเร็ง และยังลดค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษามะเร็งหากป่วยในอนาคต

นพ.จเด็จ ยังกล่าวถึงการสนับสนุนโครงการมะเร็งครบวงจรของรัฐบาลว่า สปสช. พร้อมหนุนเสริมในทุกมิติสำหรับการจัดการโรคมะเร็ง ทั้งก่อนป่วย ที่จะมีการตรวจคัดกรองโรคด้วยวิธีพิเศษ ที่ทำได้ง่าย ประชาชนสามารถตรวจและเก็บสิ่งส่งตรวจได้เองอย่างสะดวก เพื่อให้สามารถรู้ความเสี่ยงมะเร็งได้ หากพบก่อนก็จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้นด้วย รวมไปถึงระหว่างป่วยก็จะมีชุดสิทธิประโยชน์ทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงเมื่อเข้าสู่ระยะท้าย ที่ต้องยอมรับกับสถานการณ์ของโรค ซึ่งอาจต้องได้รับการดูแลประคับประคองที่บ้าน สปสช. ก็มีสิทธิประโยชน์ที่ดูแลอย่างเป็นระบบเช่นกัน

