‘ชลน่าน’ มั่นใจ! บัตรปชช.ใบเดียวเข้า รพ.ได้ทุกสังกัด คาดขยายใช้ได้ทั่วประเทศใน 1 ปี

14.11.23 | 15:09 น.

‘ชลน่าน’ มั่นใจ! บัตร ปชช.ใบเดียวเข้า รพ.ได้ทุกสังกัด คาดขยายใช้ได้ทั่วประเทศใน 1 ปี

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2566 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติงบประมาณสำหรับงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 วงเงินกว่า 2.17 แสนล้านบาท เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่า ครม.ได้เห็นชอบอนุมัติงบกว่า 2.17 แสนล้านบาท แบ่งเป็น งบเหมาจ่ายรายหัว และงบนอกเหมาจ่าย จากนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วาระรับหลักการในชั้นผู้แทนราษฎร ผ่านคณะกรรมาธิการ หากตัวเลขนี้คงอยู่ก็จะส่งไปยังวุฒิสภา จากนั้น หากเห็นชอบก็จะประกาศใช้และได้งบวงเงินดังกล่าว หากไม่มีการปรับลด

ผู้สื่อข่าวถามถึงการใช้งบกรณียกระดับ 30 บาท โดยเฉพาะบัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ในนโยบายของรัฐบาล สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้แจงเม็ดเงินทุกนโยบาย ซึ่งครอบคลุมตามนโยบายใหม่ทั้งหมด โดยงบเหมาจ่ายรายหัวอยู่ที่ประมาณ 165,000 ล้านบาท

เมื่อถามว่า การพิจารณางบครั้งนี้ค่อนข้างล่าช้าจะส่งผลกระทบต่อนโยบายยกระดับ 30 บาทหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า รัฐบาลเข้ามาค่อนข้างช้า ดังนั้น งบที่ประกาศจึงคำนึงถึงเม็ดเงินด้วย ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของงบที่รองรับได้ สำหรับนโยบายที่ประกาศไปทั้ง 13 ประเด็น มี 10 ประเด็นหลักอยู่บนพื้นฐานที่มีงบประมาณทำได้

“จะว่ากระทบ หรือไม่กระทบ เป็นสิ่งที่พูดยาก แต่เราทำบนพื้นฐานความเป็นไปได้ของงบประมาณ ซึ่งในปี 2567 แผนการใช้งบประมาณปี 2567 คาดว่า จะทูลเกล้าฯได้ในช่วงเดือนเมษายน หลังจากนั้น หากมีผลบังคับใช้ก็น่าจะประมาณเดือนพฤษภาคม จากนั้นไปถึงเดือนกันยายน ก็เป็นการใช้ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณปี 2567 แต่ช่วงก่อนหน้านั้น โดยบทบัญญัติของกฎหมาย กรณียังไม่มี พ.ร.บ.รายจ่ายประจำปีออกมาใช้บังคับ ตัวกฎหมาย รัฐธรรมนูญเขียนชัดว่าให้ใช้ พ.ร.บ.งบประมาณเดิมไปก่อน คือ จ่ายตามกฎหมายเดิม และสัดส่วนการจ่าย สำนักงบฯ ปีนี้กรุณาเป็นพิเศษให้จ่ายได้ถึง 2 ใน 3 ของเม็ดเงินจากกฎหมายเดิม เช่น กฎหมายเดิมมี 100 บาท จ่ายได้ถึง 60 บาท” นพ.ชลน่านกล่าว

Advertisement

เมื่อถามย้ำว่า ความล่าช้าของงบประมาณปี 2567 จะกระทบนโยบายหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ไม่กระทบกับนโยบาย ในส่วนของแผนงานโครงการเดิมในงบเดิมทำได้ เช่น มิติส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค

ต่อข้อถามว่า ล่าสุด นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขานุการซูเปอร์บอร์ดพัฒนาระบบสุขภาพเตรียมเดินหน้าบัตรประชาชนใบเดียวเฟส 2 ใน 8 จังหวัด แสดงว่าจะไม่กระทบบริการใช่หรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า แผนของการดำเนินการโครงการบัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ในกรอบใหญ่ ตั้งใจว่า ภายใน 1 ปี จะใช้ได้ทั่วประเทศ โดยระยะแรกเริ่ม 4 จังหวัดนำร่อง รักษาได้ทุกที่ทุกเครือข่าย มี แพร่ ร้อยเอ็ด เพชรบุรี และนราธิวาส โดยเริ่มวันที่ 1 มกราคม 2567 แต่นายกรัฐมนตรีจะเปิดโครงการวันที่ 8 มกราคม 2567 ซึ่งโครงการนี้ไม่กระทบกับการใช้งบประมาณแต่อย่างใด

“ส่วนเฟส 2 ตั้งเป้าเริ่มเดือนมีนาคม 2567 จะขยายไปยัง 8 จังหวัด คือ เพชรบูรณ์ ในเขตสุขภาพที่ 2 จ.นครสวรรค์ เขตสุขภาพที่ 3 จ.สิงห์บุรี ในเขตสุขภาพที่ 4 จ.พังงา ในเขตสุขภาพที่ 11 จ.หนองบัวลำภู ในเขตสุขภาพที่ 8 จ.อำนาจเจริญ ในเขตสุขภาพที่ 10 จ.นครราชสีมา ในเขตสุขภาพที่ 9 และ จ.สระแก้ว ในเขตสุขภาพที่ 6 ซึ่งจะเชื่อมระบบทั้งหมด ทำให้ประชาชนสามารถรักษาได้ทุกที่ในทุกเครือข่าย ทั้งรัฐและเอกชน” นพ.ชลน่านกล่าว

รัฐมนตรีว่าการ สธ.กล่าวว่า ส่วนเฟส 3 เริ่มเดือนเมษายน 2567 จะเป็นการเปิดการใช้บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ใน 4 เขตสุขภาพของ สธ. มีเขตสุขภาพที่ 1 เขตสุขภาพที่ 4 เขตสุขภาพที่ 9 และเขตสุขภาพที่ 12 ซึ่งเป็นการรักษาเฉพาะในเครือข่ายของ สธ. และเบื้องต้นยังไม่สามารถรักษาข้ามเขตได้ ขอให้รอการเชื่อมข้อมูลทุกเครือข่ายก่อนและภายใน 1 ปี เชื่อว่าจะสามารถทำได้ทั่วประเทศ

เมื่อถามว่า ในพื้นที่รักษาข้ามเครือข่าย อย่าง รพ.เอกชน จะสามารถดึงให้เข้าร่วมได้มากแค่ไหน นพ.ชลน่านกล่าวว่า เราพยายามดึงเข้าร่วมมากที่สุด ซึ่งภาคเอกชนสนใจมาก เนื่องจากเป็นแนวทางที่มีความสะดวก ประชาชนเข้าถึง และสามารถใช้ทรัพยากรได้ร่วมกันทั้งรัฐและเอกชน เบื้องต้นหากมีโครงข่ายเข้าถึงได้หมด ภาระงบประมาณที่ใช้ก็จะเป็นความจำเพาะ เช่น จังหวัดเดียวกันที่ใช้ได้ทุกเครือข่าย ประชาชนใกล้ที่ไหนก็จะไปที่นั่นก่อน ซึ่งเราก็วางระบบปฐมภูมิด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่ได้เป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำของผู้ใช้บัตรทองในแต่ละจังหวัดใช่หรือไม่ เพราะบางจังหวัดรักษาได้ทุกเครือข่าย นพ.ชลน่านกล่าวว่า ก็อาจมอง แต่ความพร้อมเชิงระบบเราอธิบายต่อประชาชนได้ หากไม่พร้อมและไปจัดบริการ แทนที่จะได้ประโยชน์จะเสียหายและไม่เชื่อมั่น ดังนั้น ฐานข้อมูลที่ต้องเชื่อมให้เกิดความพร้อม และมีความเสถียรจึงจำเป็น เหตุที่มีความรู้สึกเหลื่อมล้ำอาจรู้สึกไม่สะดวก แต่สิทธิที่ได้รับไม่ด้อยกว่าที่เป็นอยู่ คำว่าเหลื่อมล้ำในการดูแลสุขภาพ จึงไม่ได้เหลื่อมล้ำ สิทธิการเข้าถึงโดยสะดวกอาจแตกต่าง

เมื่อถามว่า กรุงเทพมหานครจะมีการใช้บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ข้ามเครือข่ายเมื่อไร นพ.ชลน่านกล่าวว่า กรุงเทพฯ เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความซับซ้อนสูงมาก มี รพ.หลายระดับ จึงต้องอาศัยเวลาในการเชื่อมโยงฐานข้อมูล ขณะนี้กำลังพัฒนา มั่นใจว่า ภายใน 1 ปี ระบบเสถียรและใช้ได้เช่นกัน