‘ชลน่าน’ เปิด 3 เกณฑ์ ให้โอกาสเข้าบำบัดยาเสพติดแทนรับโทษคดียาบ้า

15.11.23 | 15:41 น.

‘ชลน่าน’ เปิด 3 เกณฑ์ ให้โอกาสเข้าบำบัดยาเสพติดแทนรับโทษคดียาบ้า

วันนี้ (15 พฤศจิกายน 2566) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดการประชุมวิชาการยาเสพติดแห่งชาติ ครั้งที่ 23 “ทิศทางการบำบัดยาเสพติดในอนาคต: ประมวลกฎหมายยาเสพติดสู่การปฏิบัติ” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 พฤศจิกายน 2566 พร้อมมอบรางวัลมินิธัญญารักษ์/คู่มือมินิธัญญารักษ์ และมอบนโยบายด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดของ สธ.ตามแผนปฏิบัติการเร่งรัด (Quick Win) ที่อาคารอิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า รัฐบาล และ สธ.มีนโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยยึดหลักการ “เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย” ให้เข้าสู่กระบวนการบำบัดและฟื้นฟูตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้มีความเข้มแข็ง ที่จะให้โอกาสผู้เสพยาเสพติดเป็นผู้ป่วย เพื่อกลับมาใช้ชีวิตในสังคมอย่างปกติสุข

Advertisement

“มาตรการเดิมๆ ที่เราใช้กันอยู่ไม่ว่าจะเป็นการจับกุม คุมขัง เอาโทษหนัก เป็นวิธีการที่ใช้ไม่ได้ผล แถมเป็นการซ้ำเติมให้เกิดปัญหามากขึ้น เราจึงมีความเชื่อว่า ถ้าเราให้โอกาสให้เขา กลับคืนสู่สังคมได้โดยผ่านกระบวนการบำบัดรักษา จะเป็นการแก้ปัญหายาเสพติดที่น่าจะได้ผล” นพ.ชลน่าน กล่าว

รัฐมนตรีว่าการ สธ. กล่าวว่า ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาระดับชาติ ดังนั้น การใช้เพียงมาตรการใดมาตรการหนึ่งจะไม่ได้ผล ฉะนั้น ต้องใช้ร่วมกันทุกมาตรการไม่ว่าจะเป็นป้องกันที่เข้มข้น บำบัด รักษา ฟื้นฟู อย่างเข้มข้น

“และที่สำคัญคือ มาตรการบังคับใช้กฎหมายในการปราบปราม ไม่ว่าจะเป็นตัวยาหรือสารตั้งต้น จะหวังเรื่องการบำบัดยาเสพติดอย่างเดียวคงเป็นไปไม่ได้ เราเห็นว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาเร่งด่วนจึงกำหนดไว้เป็นนโยบายเร่งด่วนเพื่อเร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 100 วัน แล้วเสร็จตรงนี้หมายถึง การเริ่มกระบวนการทำงาน เพื่อรอให้สิ่งที่เราทำออกดอก ออกผล เช่น ผู้ผ่านการบำบัดรักษา ผู้ที่คืนกลับสู่สังคมได้ ซึ่งตรงนี้ต้องใช้เวลาดำเนินการ ซึ่ง สธ.มีสถาบันบำบัดรักษาฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) กรมการแพทย์ เป็นหน่วยงานหลักในการบำบัดรักษา ซึ่งตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ได้จัดให้มีการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลงานด้านวิชาการ ทักษะ และเทคนิคในการปฏิบัติงาน เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถการนำไปประยุกต์ใช้ในงานได้จริงถึงร้อยละ 90” นพ.ชลน่าน กล่าว

รัฐมนตรีว่าการ สธ.กล่าวว่า สำหรับการครอบครองยาเสพติดประเภทที่ 5 คือ เมทแอมเฟตามีน หรือ ยาบ้า โดยหลักแล้วถือว่ามีความผิดทางกฎหมาย แต่ด้วยกฎหมายเปิดโอกาสให้คนได้กลับตัวกลับใจจึงให้มีการกำหนดปริมาณสารเสพติดที่ถือว่าเป็นผู้ป่วย จึงมีการพิจารณากำหนดไว้ว่า หากมียาบ้าไม่เกิน 5 เม็ด ให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้เสพ หากสมัครใจเข้ารับการบำบัดจนจบกระบวนการได้รับการรับรองแล้วก็จะสามารถพ้นโทษได้ ซึ่งตามกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่า การเข้าสู่การบำบัดรักษาทำได้ 3 กรณี คือ

1.ก่อนถูกจับ ถ้ารู้ว่าเราเสพหรือครอบครองไว้เพื่อการเสพ เช่น มียาบ้าอยู่ 4-5 เม็ด ก็สมัครใจเข้าสู่การบำบัดรักษาได้เลย

2.ขณะถูกจับ เช่น ตำรวจจับได้ว่าครอบครอง 5 เม็ด ไม่มีพฤติกรรมการค้า เพราะถ้ามีพฤติกรรมการค้าเพียง 1 เม็ด ก็ถือว่าผิดแล้ว ผู้เสพสามารถแจ้งกับตำรวจได้ว่าสมัครใจเข้าสู่การบำบัดรักษา เจ้าหน้าที่ก็จะมีดุลพินิจส่งเข้าสู่การบำบัดรักษา

และ 3.เข้าสู่การพิจารณาของศาลแล้ว โดยไม่มีพฤติกรรมการค้า ซึ่งศาลสามารถใช้ดุลยพินิจพิจารณาภายใต้ความเห็นของอัยการว่าส่งไปบำบัดรักษาได้ตามสมัครใจ

“แต่ถ้าส่งไปแล้ว บำบัดแล้ว เขาหนี ศาลจะนำคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ ถือว่าบำบัดไม่ผ่าน ซึ่งเป็นหลักการการให้โอกาสที่คนจะกลับใจและตัดวงจรการค้า” นพ.ชลน่าน กล่าว

ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัด สธ.กล่าวว่า การติดยาและสารเสพติด มักพบร่วมกับปัญหาทางจิตเวชได้บ่อย โดยปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้น พบว่าร้อยละ 60 มักเกิดจากผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติด ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้จำนวนเตียงรองรับผู้ป่วยยาเสพติดรวมทั่วประเทศไม่เพียงพอและไม่ครอบคลุมทุกเขตสุขภาพ กรมการแพทย์ โดย สบยช.และโรงพยาบาลธัญญารักษ์ภูมิภาคทั้ง 6 แห่ง จึงร่วมกันพัฒนารูปแบบการบำบัดรักษาและฟื้นฟูฯ ชื่อ “มินิธัญญารักษ์” เพื่อ เพิ่มการเข้าถึงบริการในผู้ป่วยติดยาและสารเสพติด ให้ได้รับการบำบัดอย่างต่อเนื่อง ไร้รอยต่อ ในโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในการบำบัดรักษาและฟื้นฟู ทั้งระยะเฉียบพลัน กึ่งเฉียบพลัน การดูแลระยะกลาง และการบำบัดฟื้นฟูระยะยาว ช่วยลดอันตรายจากการใช้ยาและสารเสพติด โดยมีเป้าหมาย 1 จังหวัด 1 มินิธัญญารักษ์ ตามนโยบายควิกวิน

นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการ สบยช. กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2566 มีการบำบัดผู้ติดยาเสพติดทั้งประเทศรวม 186,104 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย 168,369 คน เพศหญิง 17,735 คน ช่วงอายุที่พบมากที่สุด คือ มากกว่า 39 ปี จำนวน 57,048 คน คิดเป็นร้อยละ 30.65 รองลงมา วัยรุ่นอายุ 18-24 ปี จำนวน 31,667 คน คิดเป็นร้อยละ 17.02 และ อายุ 25-29 ปี จำนวน 31,581 คน คิดเป็นร้อยละ 16.97 ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง ว่างงาน และการเกษตร โดยเป็นการใช้ยาบ้ามากที่สุด ร้อยละ 84.54 ตามด้วยเฮโรอีน ร้อยละ 4.05 และกัญชา ร้อยละ 3.46 แยกเป็น เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก ร้อยละ 57.29 ผู้ป่วยในระยะบำบัดด้วยยา ร้อยละ 5.74 ผู้ป่วยในระยะฟื้นฟูสมรรถภาพ ร้อยละ 0.6 ฟื้นฟูสมรรถภาพในชุมชน ร้อยละ 8.41 และ อื่นๆ ร้อยละ 27.96 ทั้งนี้ สบยช. และโรงพยาบาลธัญญารักษ์ภูมิภาค ทั้ง 6 แห่ง มีผู้เข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ ที่มีความยุ่งยากซับซ้อน จำนวน 11,080 คน จำแนกเป็นผู้ป่วยนอก จำนวน 5,630 คน คิดเป็นร้อยละ 50.81 ผู้ป่วยใน จำนวน 5,424 คน คิดเป็นร้อยละ 49.19