สธ.ชี้ ‘ปัตตานี-นราธิวาส’ พื้นที่เสี่ยง ‘ไอกรน’ ระบาด แนะฉีดวัคซีนทารก 6 สัปดาห์ หญิงตั้งครรภ์
ความคืบหน้ากรณีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังโรคไอกรน เนื่องจากแม้เป็นโรคที่ระบบสาธารณสุขควบคุมได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกัน แต่ล่าสุดพบว่ามีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกทั้งมีเด็กทารกอายุ 18 วัน เสียชีวิตแล้ว 1 ราย นั้น
วันนี้ (23 พฤศจิกายน 2566) นพ.สวัสดิ์ อภิวัจนีวงศ์ ผู้ตรวจราชการ สธ. เขตสุขภาพที่ 12 เปิดเผยถึงสถานการณ์การพบผู้ป่วยโรคไอกรนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า จากการติดตามสถานการณ์ผู้ป่วยโรคไอกรนในเขตสุขภาพที่ 12 พบผู้ป่วยเรื่อยๆ ซึ่งทางสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 จ.สงขลา (สคร.12 สงขลา) ได้ทำรายงานส่งไปยังกรมควบคุมโรคตามปกติ

ผู้สื่อข่าวถามถึงอัตราการฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ในพื้นที่ภาคใต้ ที่มีรายงานว่ายังมีความครอบคลุมน้อย นพ.สวัสดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นมานาน ที่ความครอบคลุมวัคซีนป้องกันโรคในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่ำกว่าภาคอื่นๆ ของประเทศมาตลอด
“ซึ่งเกิดจากปัจจัย เช่น เมื่อฉีดแล้วเด็กไม่สบาย ทำให้พ่อแม่ต้องอยู่ดูแลในวันรุ่งขึ้น ไม่ได้ออกไปทำงานกรีดยาง หรือมีกลุ่มที่ออกมาพูดว่า วัคซีนนั้นๆ ไม่มีฮาลาล เขาก็จะไม่ฉีดกัน ฉะนั้นมีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง สถานการณ์ตอนนี้ ยังไม่ถึงขั้นระบาด ยังเป็นการพบผู้ป่วยตามปกติ แต่หากพบผู้ป่วยเป็นกลุ่มใหญ่ จะต้องมีการลงพื้นที่ไปสอบสวนโรค ซึ่งทางพื้นที่โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) และ สคร.ในพื้นที่ได้เฝ้าระวังต่อเนื่อง เช่น การฉีดวัคซีนในเด็ก” นพ.สวัสดิ์ กล่าว

ด้าน นพ.เฉลิมพล โอสถพรมมา ผู้อำนวยการ สคร.12 สงขลา กล่าวว่า ประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยโรคไอกรนในระบบรายงานสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – วันที่ 22 พฤศจิกายน 2566 จำนวน 93 ราย เสียชีวิต 1 ราย สำหรับเขตสุขภาพที่ 12 พบผู้ป่วยยืนยัน 81 ราย แบ่งเป็น ปัตตานี 54 ราย นราธิวาส 25 ราย และตรัง 2 ราย เสียชีวิต 1 ราย ใน จ.ปัตตานี กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด คือ ต่ำกว่า 1 ปี ร้อยละ 54.70 และอายุ 1-4 ปี ร้อยละ 11.50 โดยพบว่าผู้ป่วยไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคไอกรนและฉีดวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์
“ผู้ป่วยส่วนใหญ่ติดจากบุคคลในครอบครัวที่ป่วยและไม่แสดงอาการ ทั้งนี้ ในพื้นที่ที่มีการระบาดความครอบคลุมของวัคซีนคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน (DTP3) เพียงร้อยละ 62 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 90 ถึงจะเกิดภูมิคุ้มกันระดับชุมชนได้” นพ.เฉลิมพล กล่าวและว่า ไอกรน เป็นโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย (B.pertussis) ทำให้มีการอักเสบของเยื่อบุทางเดินหายใจ ติดต่อง่ายจากการไอ จาม สัมผัสกับสารคัดหลั่งและเครื่องใช้ของผู้ป่วย ส่วนใหญ่พบการติดเชื้อในเด็ก และพบในเด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีนหรือรับแล้วแต่ยังไม่ครบ ซึ่งอาการของโรคไอกรนในเด็กอาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ อาการของโรคจะแสดงหลังจากรับเชื้อเฉลี่ย 7-10 วัน นานสุด 20 วัน ผู้ป่วยจะมีไข้ต่ำๆ มีน้ำมูก และไอต่อเนื่องประมาณ 1 สัปดาห์ จากนั้นจะเริ่มแสดงอาการสำคัญของโรคคือ ไอเป็นชุดๆ ถี่ๆ ติดกัน 5-10 ครั้งหรือมากกว่านั้น จนทำให้ผู้ป่วยหายใจไม่ทัน จึงหยุดไอ และพยายามหายใจเข้าลึกๆ และมีเสียงดังวู๊ป สลับกับการไอเป็นชุด
นพ.เฉลิมพล กล่าวอีกว่า อาการดังกล่าว อาจเป็นเรื้อรังนาน 2-3 เดือน ฉะนั้น หากพบผู้ป่วยโรคไอกรน ควรแยกผู้ป่วยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังฉีดวัคซีนไม่ครบ โดยสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ ในผู้สัมผัสโรคควรสังเกตว่า มีอาการไอ หรือไม่ ติดตามอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ส่วนเด็กที่สัมผัสโรคใกล้ชิด ควรไปรับคำปรึกษาจากแพทย์
“การเกิดไอกรน ในเด็กส่วนใหญ่ เด็กจะได้รับเชื้อจากผู้ใหญ่ที่ป่วยและมีอาการไอ ซึ่งผู้ใหญ่มักไม่ไปพบแพทย์ เนื่องจากอาการไม่รุนแรง ทำให้แพร่เชื้อไปยังเด็กที่อยู่ในครอบครัวในที่สุด ดังนั้น ผู้ปกครองต้องพาบุตรหลานที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปี ไปรับวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์ที่กำหนด คือ อายุ 2 เดือน, 4 เดือน, 6 เดือน, 1 ปีครึ่ง และฉีดเข็มกระตุ้นเมื่ออายุ 4 ปี” นพ.เฉลิมพล กล่าวและว่า สำหรับพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคไอกรนอยู่ในขณะนี้ คือ จ.ปัตตานี และ จ.นราธิวาส เด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปี ควรฉีดวัคซีนให้ครบ 3 เข็ม โดยเข็มแรกสามารถรับวัคซีนได้ตั้งแต่ อายุ 6 สัปดาห์ เข็ม 2 และ เข็ม 3 ห่างกัน 4 สัปดาห์ พร้อมสังเกตอาการของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด หากมีอาการของโรคไอกรน ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน
นพ.เฉลิมพล กล่าวว่า สำหรับกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ควรไปรับวัคซีนไอกรนตั้งแต่อายุครรภ์ 27-36 สัปดาห์ นอกจากนี้ ผู้ใหญ่ที่อยู่ในบ้านที่มีเด็กเล็ก ควรไปรับวัคซีนเช่นกัน เพื่อป้องกันการเกิดโรคในผู้ใหญ่แล้วแพร่เชื้อต่อไปยังเด็กในครอบครัว หากมีข้อสงสัย สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน กรมควบคุมโรค โทร.1422

