‘ชลน่าน’ ปัดข่าว สปสช.ดึงเงิน รพ. 2.6 พันล้าน ยันแค่หักหนี้บัญชีปี’67 เหตุประเมินค่างานเกินเพดาน

30.11.23 | 16:33 น.

‘ชลน่าน’ ปัดข่าว สปสช.ดึงเงิน รพ. 2.6 พันล้าน ยันแค่หักหนี้บัญชีปี’67 เหตุประเมินค่างานเกินเพดาน

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสข่าวสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ดึงเงินค่าบริการรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาล (รพ.) สังกัด สธ. รวมกันกว่า 2,000 ล้านบาท ว่า กรณีดังกล่าวไม่ใช่เป็นการดึงเงินคืน

“แต่เรื่องนี้เมื่อครั้งไปตรวจราชการ ได้พบกับผู้อำนวยการ รพ.ศูนย์/รพ.ทั่วไป หรือหลายๆ ที่ก็ส่งข้อมูลมาแจ้งว่า เม็ดเงินของเดือนที่ 12 ในปี 2566 ยังไม่ได้รับจาก สปสช. และมีเม็ดเงินส่วนหนึ่งที่เสมือนจะถูกเรียกคืนจากที่ได้รับมา 11 เดือนด้วย เลยนำเรื่องนี้มาปรึกษาหารือ โดยสรุป คือ การจ่ายเงินให้กับหน่วยบริการจะมีส่วนของค่าเหมาจ่ายเป็นก้อน จะทำงานบริการมากน้อยแค่ไหน ก็อยู่ในวงเงินนี้ อีกส่วนคือ ทำมากก็ได้มาก จะเป็นการดูแลผู้ป่วยในที่จะคิดค่าใช้จ่ายตามกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) โดยให้เป็นสัดส่วนตามค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ (adjRW) หรือค่างาน ให้เป็นฐานหลัก คือ 8,350 บาทต่อหน่วย แต่ละโรคก็จะมีค่างานแตกต่างกันไป ก็จะคิดอัตราออกมา แล้วมาปรับฐาน ซึ่ง สปสช.ใช้ตัวเลขนี้กับ รพ.ทุกแห่ง แต่เวลาคิดรายละเอียด บางแห่งได้ออกมาไม่เท่ากัน” นพ.ชลน่านกล่าว

รัฐมนตรีว่าการ สธ.กล่าวว่า การจ่ายเงิน สปสช.มีเพดาน หรือ Ceiling กำหนดไว้ ซึ่งขณะนี้พบว่า เดือน 12 เกินวงเงินเพดานไปแล้ว 2,600 ล้านบาท

“จึงคิดว่า เมื่อจ่ายเงินเกินก็จะขอส่วนต่างตรงนี้คืน แต่ไม่ได้เรียกเงินคืน วิธีการก็บอกว่า ปีต่อไปจะลด โดยหักเป็นหนี้ทางบัญชีไว้ เพื่อไปถัวจากที่ได้เกินไป เมื่อได้รับข้อมูลแล้ว มานั่งดู เลยออกแนวทางไว้ว่า ค่า DRG 8,350 บาทต่อหน่วย แม้ว่าค่างานที่คิดงานออกมาจะไม่ถึง 8,350 บาท แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ว่าได้กำไร ก็ยังขาดทุนอยู่ เลยให้แนวทางว่า 1.จ่ายให้ไปเต็มๆ 8,350 บาท 2.กลุ่มที่มีเนื้องานเกิน 8,350 บาท ควรหามาชดเชย ซึ่งตอนนี้ก็เหลือเงินไม่มากแล้ว แล้วที่เกินวงเงินเพดานไป 2,600 ล้านบาท จะหาจากไหนมาจ่าย เลยให้นโยบายว่า มีเงินเหลือเท่าไร ให้เอาเข้าสู่บอร์ด สปสช.พิจารณาอนุมัติ เอาเงินมาถัวเฉลี่ยจ่ายเดือนที่ 12 ไปก่อน แล้วค้างตัวเลขไว้ และไปดูงบปี 2567 ว่า จะเอามาชดเชยได้หรือไม่ นี่เป็นแนวทางที่ผมเสนอ แต่ยังไม่เป็นมติ เพราะต้องผ่านบอร์ด สปสช.ก่อน” นพ.ชลน่านกล่าว

Advertisement

ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องแจ้ง รพ.ด้วยหรือไม่ เพราะบางแห่งมีการบันทึกข้อมูลที่เกินหรือไม่ถูกต้อง นพ.ชลน่านกล่าวว่า ให้แนวทางว่า ต้องมีวิธีการไปตรวจสอบ แล้วปีต่อไปอาจหาวิธีการใหม่ เช่น ระบบดิจิทัลไอทีดี ก็อาจให้รายงาน (Report) เรียลไทม์ ไม่ต้องให้พื้นที่คำนวณ ส่วนกลางก็มาคำนวณเอง เพื่อให้มีค่าเป็นมาตรฐาน

เมื่อถามว่าจากกระแสข่าวนี้ ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ใช่การยกระดับบัตรทอง แต่เป็นลดระดับบัตรทอง นพ.ชลน่านกล่าวว่า ให้เลขาธิการ สปสช.นำเข้าสู่บอร์ด สปสช.ต้องให้สิทธิของผู้ป่วยได้รับบริการอย่างดีที่สุด ภายใต้วงเงินที่มีอย่างจำกัด และต้องมีการบริหารจัดการที่ดี