‘ชลน่าน’ เผยกรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงห่วง ‘ไอกรน’ แพร่ในเด็กภาคใต้ ส่งทีมเร่งคุมโรคในพื้นที่

1.12.23 | 20:02 น.

‘ชลน่าน’ เผยกรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงห่วง ‘ไอกรน’ แพร่ในเด็กภาคใต้ ส่งทีมเร่งคุมโรคในพื้นที่

ความคืบหน้ากรณี “มติชน” นำเสนอสถานการณ์การระบาดของโรคไอกรนในพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากมีทารกอายุเพียง 18 วัน เสียชีวิตจากการติดเชื้อไอกรนแล้ว 1 ราย และเริ่มพบผู้ป่วยโรคนี้เพิ่มมากขึ้น โดยสัมพันธ์กับอัตราความครอบคลุมของวัคซีนป้องกันโรคไอกรนในพื้นที่ภาคใต้ ที่พบว่ามีการฉีดไม่ถึงร้อยละ 30 ของประชากร ล่าสุด กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้เตรียมออกประกาศแจ้งเตือนไปยังพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังการระบาดของโรคไอกรน โรคหัด และโรคหัดเยอรมัน ในช่วงเดือนธันวาคมนี้นั้น

วันนี้ (1 ธันวาคม 2566) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการ สธ. เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว “มติชน” ว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดดอนมูล ต.ดู่ใต้ อ.เมือง จ.น่าน ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินสภากาชาดไทย ประจำปี 2566 ซึ่งตนได้มีโอกาสเฝ้าฯ พระองค์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการ สธ. พระองค์ทรงติดตามข่าวด้านการสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด จึงมีพระราชกระแสถามถึงเรื่องการระบาดของโรคไอกรนที่พบในเด็กมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ พระองค์ทรงห่วงในเรื่องนี้อย่างมาก

นพ.ชลน่าน กล่าวต่อไปว่า ตนได้กราบทูลฯ พระองค์ว่า ในระยะหลังมานี้สามารถพบการเกิดอุบัติการณ์โรคไอกรนได้เพิ่มขึ้นมากจริง เนื่องจาก ขณะนี้เราเริ่มพบทั้งโรคไอกรน และโรคหัด หัดเยอรมัน ซึ่งพบในเด็กทารกที่อายุต่ำกว่า 2 เดือน โดยเด็กกลุ่มนี้ยังไม่ถึงเกณฑ์การรับวัคซีนพื้นฐานอย่างโรคไอกรน กำหนดฉีดให้กับเด็กอายุ 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน 1 ขวบครึ่ง และ 4 ขวบ

“ส่วนในพื้นที่ภาคใต้ที่มีอัตราการครอบคลุมของวัคซีนต่ำ เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ประกอบกัน จึงทำให้พบโรคไอกรนในพื้นที่ภาคใต้ได้มากกว่าพื้นที่อื่น และพบมากในเด็กทารกอายุต่ำกว่า 2 เดือน พระองค์ก็ทรงเป็นห่วงเรื่องนี้” นพ.ชลน่าน กล่าว

Advertisement

รัฐมนตรีว่าการ สธ.กล่าวว่า ข้อน่าสังเกตคือ เด็กอายุต่ำกว่า 2 เดือน ป่วยเป็นโรคไอกรนได้มาก ก็เพราะว่า เด็กไม่ได้รับภูมิคุ้มกันโรคมาจากมารดาที่ตั้งครรภ์โดยไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนมาก่อน หรือไม่เคยติดเชื้อโดยธรรมชาติมาก่อน จึงไม่มีภูมิคุ้มกันไปสู่ทารกในครรภ์ ทั้งนี้ เมื่อพระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งเรื่องนี้ ทาง สธ.ได้กลับมาหารือถึงเรื่องการปรับแผนฉีดวัคซีนป้องกันโรคไอกรน ซึ่งเป็นวัคซีนพื้นฐานในเด็ก ที่ต้องฉีดเข็มแรกเมื่ออายุ 2 เดือน ว่า อาจจำเป็นจะต้องปรับให้ฉีดไวขึ้นได้หรือไม่ หรือ ปรับการฉีดวัคซีนให้กับหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งจะมีการหารือเพื่อความชัดเจนต่อไป

ด้าน นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กล่าวว่า หลังจากที่พบผู้ป่วยโรคไอกรนในพื้นที่ภาคใต้เพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่พบผู้ป่วยมากใน 2 จังหวัด คือ นราธิวาส และ ปัตตานี ขณะนี้เริ่มพบผู้ป่วยใน จ.ยะลา แล้ว

“และเมื่อเทียบกับจำนวนการตรวจหาเชื้อในผู้ป่วย พบว่าสัดส่วนการตรวจหาเชื้อน้อยมาก อยู่เพียงหลักหน่วยต่อวัน ซึ่งการตรวจน้อยจะไม่สามารถคาดคะเนสถานการณ์การระบาดของโรคได้ ผมจึงได้ส่งทีมจากกองระบาดวิทยาลงไปทำงานร่วมกับสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 จังหวัดสงขลา (สคร.12 สงขลา) และขอความร่วมมือจากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 12 สงขลา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เข้าไปช่วยเซ็ตระบบห้องปฏิบัติการ (แล็บ) ในโรงพยาบาลทั้ง 3 จังหวัด เพื่อให้สามารถตรวจหาเชื้อในผู้ป่วยได้มากขึ้น ในหลักการควบคุมโรคนั้น หากการตรวจเชื้อไม่มากพอ จะไม่สามารถเห็นภาพได้ว่ามีการระบาดมากน้อยขนาดไหน ฉะนั้น จะต้องตรวจให้เพียงพอต่อการสอบสวนโรค” นพ.จักรรัฐ กล่าว

ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กล่าวถึงสถานการณ์ผู้ป่วยโรคไอกรนว่า ขณะนี้ยังพบมากในเด็ก ส่วนการติดเชื้อในผู้ใหญ่นั้น ยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจน เนื่องจากการตรวจหาเชื้อยังน้อยอยู่ ดังนั้น กองระบาดวิทยาจึงมีเป้าหมายตรวจหาเชื้อให้ได้หลักร้อยถึงหลักพันคนต่อวัน เพื่อให้เห็นภาพว่ามีการกระจายของโรคมากแค่ไหน

“ดังนั้น การที่เราไปเซ็ตระบบการตรวจหาเชื้อในโรงพยาบาลของพื้นที่ได้ ก็จะทำให้การตรวจรู้ผลได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ การตรวจหาเชื้อโรคไอกรนที่เป็นเชื้อแบคทีเรีย จะต้องใช้ระยะเวลาในการเพาะเชื้อประมาณ 3-5 วัน จากนั้นสามารถนำเชื้อไปตรวจโดยวิธี RT-PCR ซึ่งจะรู้ผลภายใน 1 วัน ซึ่งคาดว่าจะเห็นภาพของสถานการณ์ระบาดที่แท้จริงได้ในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อเป็นการส่งสัญญาณและใช้มาตรการเข้าไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคในพื้นที่” นพ.จักรรัฐ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในลักษณะนี้จะเป็นคล้ายกับภูเขาน้ำแข็งหรือไม่ นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า แน่นอน ฉะนั้น เราจึงต้องเร่งส่งทีมกองระบาดไปช่วยกันสืบค้น และวางกลยุทธ์ในการสอบสวนและควบคุมโรคตามระบบการสอบสวนโรคทั่วไป