สธ.เผยสถานการณ์ติดเชื้อ ‘ไอกรน’ ภาคใต้ 54%เป็นเด็กต่ำขวบปี ห่วงผู้ป่วย 2 ใน 3 ไม่ได้วัคซีน
ความคืบหน้าสถานการณ์โรคไอกรนในประเทศไทย ที่พบผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งล่าสุดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ออกมาแจ้งเตือนประชาชน พร้อมออกมาตรการป้องกันและควบคุมโรคนั้น
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคไอกรนในประเทศไทย ว่า ขณะนี้การระบาดของโรคไอกรน พบในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 12 ข้อมูลสะสมตั้งแต่เดือนมกราคม– วันที่ 26 พฤศจิกายน 2566 พบว่า มีผู้ป่วยที่สงสัยเข้าข่ายติดเชื้อโรคไอกรน รวม 183 ราย คิดเป็น 3.6 ต่อแสนประชากร ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูง พื้นที่เจอผู้ป่วยมากสุด คือ จ.ปัตตานี 92 ราย จ.นราธิวาส 79 ราย จ.ยะลา 7 ราย และ จ.สงขลา จ.ตรัง จ.พัทลุง จังหวัดละ 1-3 ราย ในจำนวนนี้แบ่งตามกลุ่มอายุ คือ ร้อยละ 54 หรือประมาณครึ่งหนึ่งอายุน้อยกว่า 1 ขวบ, ร้อยละ 11 อายุ 1-4 ขวบ, ร้อยละ 7 อายุ 5-9 ปี, ร้อยละ 6 อายุ 10-14 ปี และ ร้อยละ 22 อายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป
“การติดเชื้อพบสูงที่ จ.ปัตตานี และ จ.นราธิวาส โดยในจำนวนผู้ป่วย 183 ราย นั้น มีผู้ที่อาการรุนแรง ปอดอักเสบ 23 ราย นอกนั้นอาการไม่รุนแรงมาก ขณะนี้มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ ทั้งนี้ ประวัติการได้รับวัคซีนไอกรนในกลุ่มผู้ติดเชื้อ 183 ราย พบว่าร้อยละ 66 ไม่ได้รับวัคซีนเลยแม้แต่เข็มเดียว ซึ่งคิดเป็น 2 ใน 3 ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด ส่วนร้อยละ 25 ได้รับวัคซีนน้อยกว่า 3 เข็ม และอีกร้อยละ 9 ได้รับวัคซีนมากกว่า 3 เข็ม” นพ.ธงชัย กล่าว
อย่างไรก็ตาม นพ.ธงชัย กล่าวถึงรูปแบบการติดเชื้อไอกรนในพื้นที่ว่า พบว่า ร้อยละ 72 เป็นการติดเชื้อในครอบครัว, ร้อยละ 11 ติดเชื้อจากโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก, ร้อยละ 9 ติดเชื้อในชุมชน และ ร้อยละ 8 ติดเชื้อด้วยสาเหตุอื่นๆ ขณะเดียวกัน การฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก คอตีบ และไอกรน ในกลุ่มเป้าหมายในเด็กเล็ก 3 เข็มแรกนั้น ในพื้นที่ภาคใต้มีความครอบคลุมไม่ถึงร้อยละ 90 โดยเฉพาะใน 3 จังหวัด คือ ปัตตานี นราธิวาส และยะลา วัคซีนครอบคลุมไม่ถึงร้อยละ 80 เช่น ปัตตานี ครอบคลุมไม่ถึงร้อยละ 70 ในขณะที่เป้าหมายของการฉีดวัคซีนระดับประเทศ ควรจะครอบคลุมถึงร้อยละ 90 ขึ้นไป และในปีนี้มีความพยายามทำให้ได้ถึงร้อยละ 95
ด้าน นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยนั้น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้จัดให้การฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักและคอตีบให้หญิงตั้งครรภ์ และล่าสุดได้เพิ่มวัคซีนไอกรนเข้าไปด้วย ทางกรมอนามัยจึงเร่งรณรงค์ให้หญิงตั้งครรภ์เข้ามารับวัคซีนทั้ง 3 ตัว ที่เรียกว่า วัคซีน Tdap ทั้งนี้ สปสช. ได้อนุมัติงบประมาณจัดซื้อวัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์ จำนวน 110,000 โดส รวมเป็นเงินกว่า 41 ล้านบาท เพื่อเพิ่มในชุดสิทธิประโยชน์การฉีดวัคซีนให้กับหญิงตั้งครรภ์ที่เคยรับวัคซีนบาดทะยักและคอตีบมาแล้วด้วย
“ที่ผ่านมา ประเทศไทยพบผู้ป่วยไอกรนน้อยลงเรื่อยๆ แต่ขณะนี้กลับพบมากขึ้นในภาคใต้ อาจเพราะเรื่องการเข้าถึงวัคซีนที่ไม่ครอบคลุม ซึ่งวัคซีนเป็นหัวใจสำคัญในการจัดการเรื่องนี้ได้ เพราะเป้าหมายของเราคือ การกำจัดโรคไอกรนให้หมดไป เหมือนกับโรคโปลิโอ ดังนั้น เราจะต้องเร่งสร้างความรู้ ความตระหนักให้กับประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่ระบาด เพื่อให้เกิดการเข้าถึงวัคซีนที่มากขึ้น พร้อมทำความเข้าใจกับผู้ปกครองว่าวัคซีนเหล่านี้มีความปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อเด็กๆ จึงอยากฝากถึงหญิงตั้งครรภ์ เข้ารับการฝากครรภ์ เพื่อตรวจร่างกายและรับการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง ไปสู่รกนำไปถึงลูก และหลังคลอดนั้น ภูมิคุ้มกันก็ยังมีอยู่ในน้ำนม กรมอนามัยจึงเน้นย้ำเสมอว่า เด็กแรกเกิดจนถึง 6 เดือน ควรได้ดื่มน้ำนมแม่ เพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน และแข็งแรงกว่าเด็กที่ไม่ได้ดื่มน้ำนมแม่” นพ.เอกชัย กล่าว

