มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลหนุน สปสช.ออกแพคเกจแปลงเพศตามคำวินิจฉัยแพทย์ ยันต้องเปิดกว้าง
ความคืบหน้ากรณีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เตรียมออกแพคเกจด้านการดูแลกลุ่ม หลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ+ เรื่องการผ่าตัดแปลงเพศ เพื่อส่งเสริมการดูแลด้านสุขภาพจิต ล่าสุด อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดนั้น
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า ตนมองเรื่องนี้ในฐานะนักสิทธิสตรีและเรื่องมนุษยชน เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการให้ความสำคัญผิดจุดนั้น เรื่องนี้ไม่ได้เป็นความผิดของ สปสช. เพราะเรื่องนี้ถือเป็นความก้าวหน้า
“ดังนั้น เราควรจะมองเรื่องนี้ว่าเป็นสิทธิ และผู้ที่มีเพศสภาพไม่ตรงกับสิ่งที่เขาเป็น มีผลกับเรื่องของจิตใจ ไปจนถึงการดำรงชีวิตที่ตรงกันข้ามกับเพศสภาพของตนเอง ผมเห็นด้วยกับเรื่องนี้ มองว่าสังคมไทยเปิดกว้างในเรื่องนี้มากแล้ว ยอมรับว่ามีเพศสภาพที่หลากหลาย ไม่ได้มีแค่หญิงหรือชายเท่านั้น จะเห็นได้จากเวลาเรากรอกข้อมูลอะไรก็จะมีให้เลือกเพศสภาพที่มากขึ้น ดังนั้น เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วที่ สปสช.ทำแบบนี้ เพื่อให้ผู้ที่มีเพศสภาพที่หลากหลายมีทางเลือก ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน และเป็นศักดิ์ศรีของมนุษย์ที่ สปสช.ได้คุ้มครอง จึงเป็นเรื่องที่ก้าวหน้ามาก ซึ่งทางหน่วยงานที่รับผิดชอบเองก็จะต้องมีการยืนยันเรื่องนี้ให้ชัดเจน รวมถึงกองทุนสุขภาพอื่นๆ เองก็ต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้เช่นกัน เพื่อไม่ให้นำไปสู่การเลือกปฏิบัติในอนาคต” นายจะเด็จกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่มองว่าเป็นการใช้งบประมาณไม่สมเหตุผล นายจะเด็จกล่าวว่า เราต้องเข้าใจก่อนว่า สังคมไทยและสังคมโลกตอนนี้ แนวคิดเรื่องชายจริงหญิงแท้ไม่มีอยู่แล้ว เพราะสังคมมีกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศสภาพ อย่าง LGBTQ+ และมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น รัฐบาลเองก็จะต้องดูแลคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม
“อย่างเรื่องของการแปลงเพศนั้น ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่รัฐดูแลได้ นอกจากนั้น ก็ควรมีคลินิกสำหรับผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศโดยเฉพาะ เพื่อคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลให้หลุดพ้นจากการกดทับ แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็จะต้องค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป สปสช.ทำถูกแล้ว ผมก็อยากให้สังคมไทยมีความใจกว้างมากขึ้น ยอมรับมากขึ้นว่าสังคมไทยไม่ได้มีแค่ 2 เพศ ยังมีเพศสภาพอื่นๆ ด้วย ซึ่งทุกคนเองก็มีศักยภาพในการพัฒนาประเทศได้เหมือนกันไม่ต่างจากเพศหญิงและชาย อย่างในตอนนี้ที่เห็นได้ชัดก็มีเพศสภาพหลากหลายในหลายอาชีพ ไม่ว่าจะหมอ ตำรวจ ทหาร” นายจะเด็จกล่าว
นายจะเด็จกล่าวต่อไปว่า ในขณะที่รัฐบาลกำลังผลักดันเรื่องการสมรสเท่าเทียม ดังนั้น ก็จะต้องมีการผลักดันเรื่องนี้ เพื่อคุ้มครองเขาในด้านสุขภาพและเรื่องอื่นๆ ที่จะตามมา เพราะทุกคนก็เป็นมนุษย์เหมือนๆ กัน ดังนั้น ก็ควรมีสิทธิที่เท่าเทียมกัน ก็ควรได้รับการดูแลด้านสุขภาพอย่างเหมาะสม อย่าไปมองว่าเรื่องนี้เป็นเพียงแค่ความอยากสวยอยากงาม เพราะเรื่องนี้ส่งผลต่อสุขภาพจิตที่ดีของเขา ทำให้เขาได้เห็นตัวตนและแสดงออกมาอย่างมีคุณค่า และการมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม
“คงเป็นไปไม่ได้ที่ประเทศไทยจะดูแลคนแค่ 2 เพศ ตอนนี้ข้อมูลของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศก็มีอยู่หลักล้านคน และเรื่องนี้จะต้องไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรในอนาคต เพราะคนกลุ่มนี้ก็จะต้องได้รับความคุ้มครองอย่างเท่าเทียม” นายจะเด็จกล่าว

