จิตแพทย์ชี้ชายคลั่งถืออีโต้อาละวาดหน้า ร.ร. เกิดจากการบำบัดที่ไม่หายขาด ต้องเข้มการรักษา

จิตแพทย์ชี้ชายคลั่งถืออีโต้อาละวาดหน้า ร.ร. เกิดจากการบำบัดที่ไม่หายขาด ต้องเข้มการรักษา

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม นพ.พงศ์เกษม ไข่มุกด์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีชายคลั่งยาถือมีดอีโต้อาละวาดหน้าโรงเรียนพัฒนานิคมผัง 120 จ.สตูล เด็กและครูหนีตาย โดยพบว่าชายรายนี้มีประวัติการเสพยาบ้า และเคยเข้ารับการบำบัดมาแล้ว ว่า กรมสุขภาพจิตได้จัดกลุ่มสีผู้ป่วยจิตเวชและผู้ใช้ยาเสพติดออกเป็น 4 สี ได้แก่ สีแดง มีพฤติกรรมการทำร้ายผู้อื่นชัดเจน, สีส้ม มีอาการนอนไม่หลับหรือพูดจาเพ้อเจ้อ แต่ยังไม่ถึงขั้นทำร้ายใคร, สีเหลือง มีประวัติทางยาเสพติด ซึ่งจะต้องให้พื้นที่ใกล้เคียง เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เฝ้าระวังหากมีโอกาสที่โรคจะรุนแรงขึ้น และ สีเขียว กลุ่มที่สามารถกลับสู่ชุมชนได้

นพ.พงศ์เกษมกล่าวว่า สำหรับผู้ป่วยยาเสพติดนั้น จัดอยู่ในกลุ่มประเภทผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังและสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ ซึ่งการที่จะให้ผู้ป่วยหายได้ถาวรก็มีหลายวิธี เช่น แรงจูงใจในการไม่กลับไปใช้ยาเสพติด การสร้างเป้าหมายที่จะทำในชีวิต และการประกอบอาชีพให้เขามีรายได้มีคุณค่าในตัวเอง

“ต้องยอมรับว่า ในการรักษาบางรายก็ไม่ได้หายขาดซะทีเดียว ยังกลับมาเป็นซ้ำได้อีก ฉะนั้น แนวทางการฟื้นฟู ทางครอบครัวและสังคมจะต้องช่วยกันเป็นส่วนหนึ่งในการติดตามและฟื้นฟูผู้ป่วย” นพ.พงศ์เกษมกล่าว

Advertisement

อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวต่อไปว่า ในกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (Serious Mental Illness with High Risk to Violence : SMI-V) ซึ่งปลัด สธ.มอบหมายแล้วว่าในกลุ่มนี้จะต้องมีการเข้าบำบัดรักษาในโรงพยาบาลจิตเวช หรือโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ในแต่ละจังหวัด ขณะที่กลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการจิตเวชรองลงมา เช่น นอนไม่หลับ เดินไปมา ก็จะมีหน่วยดูแลที่ลดหลั่นลงมา คือ มินิธัญญาลักษณ์ ซึ่งจะพัฒนาจากโรงพยาบาลชุมชนที่มีศักยภาพสูง เพื่อให้เกิดการเข้าถึงการรักษาได้ใกล้เคียงกับโรงพยาบาลจิตเวชมากที่สุด

“หากเราสามารถดีท็อกซ์นำสารพิษออกจากเขาได้ อาการดีขึ้น ก็จะเข้าไปสู่การดูแลในชุมชน ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ ที่มีนายอำเภอเป็นประธาน ซึ่งปลัด สธ. และปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) จะหารือกันอีกทีเพื่อสร้างบริการนี้ขึ้นมา” นพ.พงศ์เกษมกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อเกิดกรณีดังกล่าวขึ้นทำให้คนรู้สึกกลัวผู้ที่เคยบำบัดยาเสพติดมาแล้ว นพ.พงศ์เกษมกล่าวว่า ต้องยอมรับว่า ผู้ป่วยกลุ่มที่ติดยามักมีสุขภาพจิตที่ค่อนข้างอ่อนแอ ไม่มีเป้าหมายชีวิตก็จะไปใช้ยาเสพติด ทำให้สมองถูกกระทบกระเทือน ส่งผลไปถึงสุขภาพจิต

เมื่อถามว่า ผู้ป่วยที่เคยเข้ารับการบำบัดแล้วออกมาสู่ชุมชน แต่กลับมีพฤติกรรมเสพยาหรือมีอาการทางจิตเวชซ้ำ กระบวนการบำบัดครั้งต่อไปจะเป็นอย่างไร นพ.พงศ์เกษมกล่าวว่า ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลในระดับที่เข้มข้นขึ้น ทั้งเรื่องของยาที่ใช้ วิธีการบำบัดไปจนถึงระยะเวลาการบำบัด ซึ่งทั้งหมดนี้จะขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยแต่ละคน

 

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image