ลูกจ้างขอพูดบ้าง! ปม ‘เศรษฐา’ ไม่พอใจเรตค่าแรงขั้นต่ำ แนะคิดแก้ปัญหาค่าครองชีพสูงดีกว่า

10.12.23 | 12:17 น.

ลูกจ้างขอพูดบ้าง! ปม ‘เศรษฐา’ ไม่พอใจเรตค่าแรงขั้นต่ำ แนะคิดแก้ปัญหาค่าครองชีพสูงดีกว่า

สืบเนื่องจากการประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) ชุดที่ 22 ครั้งที่ 6/2566 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยมติที่ประชุมเป็นเอกฉันท์ในการเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับแรงงานแรกเข้า 2-16 บาท โดยเฉลี่ย 77 จังหวัดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจะอยู่ที่ 345 บาท สูงสุด 370 บาทต่อวัน ใน จ.ภูเก็ต และต่ำสุด 330 บาทต่อวัน ใน 3 จังหวัด คือ นราธิวาส ปัตตานี และยะลา ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงมติดังกล่าวว่า ไม่เห็นด้วยพร้อมระบุว่าหากมีการเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะให้มีการทบทวนมติอีกครั้งนั้น

วันนี้ (10 ธันวาคม) นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีนายกฯออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับมติคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำชุดที่ 22 (กรรมการไตรภาคี) ว่าประเด็นที่เกิดขึ้นนี้ เราจะต้องหารือกันในคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 22 ก่อนว่าจะมีการทบทวนหรือไม่ ทั้งนี้ การพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในแต่ละจังหวัดนั้น จะมีสูตรของการคำนวณอยู่ โดยจุดเริ่มต้น มาจากอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดแต่ละจังหวัด เสนอมายังคณะกรรมการวิชาการกลั่นกรอง ก่อนจะมาสรุปตัวเลขสุดท้ายในคณะกรรมการไตรภาคี อย่างไรก็ตาม จากกรณีข้อท้วงติง ตนได้มีการปรึกษาหารือกับ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ว่าจะนำเสนอมติคณะกรรมการไตรภาคีเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา เข้าที่ประชุม ครม.ในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ หรือไม่ รวมถึงจะมีการหารือนอกรอบกับคณะกรรมการไตรภาคีว่า จะมีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า จะมีการเรียกประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง เพื่อหารือถึงประเด็นดังกล่าวใช่หรือไม่ นายไพโรจน์กล่าวว่า ใช่

Advertisement

เมื่อถามต่อว่า ไทม์ไลน์ที่จะนำอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเสนอในที่ประชุม ครม. เดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ ต้องเลื่อนออกไปก่อนหรือไม่ นายไพโรจน์กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ ขอให้ทางคณะกรรมการคุยกันก่อน

 

ขณะเดียวกัน นายวีรสุข แก้วบุญปัน คณะกรรมการฝ่ายลูกจ้าง กล่าวว่า นายกฯมีสิทธิที่จะวิจารณ์และออกความเห็น ซึ่งผู้ใช้แรงงานเองก็คงจะไม่เห็นด้วยกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ได้ประกาศออกไปเช่นกัน

“เพราะผู้ใช้แรงงานเองก็มีความคาดหวังตามสิ่งที่พรรคการเมืองได้หาเสียงเอาไว้ ทำให้ทุกคนตั้งธงตรงนั้นหมด ผมจึงอยากตั้งคำถามกลับว่า หากจะมีการปรับให้ถึงวันละ 400 บาทในตอนนี้ ทำได้หรือไม่ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่บัญญัติไว้ว่า คณะกรรมการค่าจ้างไตรภาคีเป็นผู้พิจารณาค่าจ้างโดยอิสระ ซึ่งตรงนี้ควรปราศจากการครอบงำหรือแทรกแซงจากภาคส่วนอื่น โดยเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อตอนปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน” นายวีรสุขกล่าว

เมื่อถามว่า หากจะต้องมีการทบทวนมติคณะกรรมการค่าจ้างในวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นหรือไม่ นายวีรสุขกล่าวว่า ถ้าจะพิจารณาใหม่จะต้องมีเหตุผล รวมถึงจะต้องไปดูกฎหมายว่า กรณีที่คณะกรรมการลงมติไปแล้ว

“แต่จะมีการโล๊ะมติใหม่สามารถทำได้หรือไม่ แล้วถ้าหากทำได้ ต้องถามต่อว่า ใครเป็นผู้มีอำนาจสั่งให้ทบทวน เนื่องจากกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า ให้อำนาจไตรภาคีในการพิจารณา แล้วไตรภาคีเองก็มีมติไปแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จะต้องนำมติดังกล่าวไปเสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติปรับเปลี่ยนได้ หากเข้า ครม.แล้วไม่ผ่าน ก็จะเป็นปัญหา ซึ่งต้องตอบคำถามว่า การที่ ครม.ให้นำกลับมาทบ ทวนใหม่นั้น ครม.มีอำนาจในเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด ซึ่งผมคงตอบไม่ได้ ต้องไปถามฝ่ายกฎหมายว่าทำได้มากน้อยอย่างไร” นายวีรสุขกล่าว

นายวีรสุขกล่าวอีกว่า หากคณะกรรมการแต่ละฝ่ายมีคุณธรรม มีจริยธรรม พอที่จะรักษาไว้ซึ่งความอยู่รอดของฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง ก็ต้องเจอกันครึ่งทาง ส่วนจะทำให้ได้อย่างนโยบายของพรรคการเมืองว่าค่าจ้างขั้นต่ำต้องได้ 400 บาทต่อวันนั้น เป็นไปไม่ได้แน่นอน ต้องย้ำว่าคำว่า “ค่าจ้างขั้นต่ำ” เป็นค่าจ้างแรกเข้าของแรงงานไร้ฝีมือ ซึ่งเรายังมีค่าจ้างมาตรฐานตามฝีมือแรงงานอีกเป็นร้อยสาขาอาชีพ

“สิ่งสำคัญที่ฝ่ายลูกจ้างอยากสื่อสารให้สังคมรับรู้คือ ผู้ที่จะได้ประโยชน์จากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำที่เราประกาศออกไปนั้น จะมีแรงงานไทยแท้ๆ กี่เปอร์เซ็นต์ แรงงานเพื่อนบ้านอีกเปอร์เซ็นต์ ข้อมูลคร่าวๆ คือ แรงงานไทยเฉลี่ยที่ 5 แสนคน แต่อีก 5 ล้านกว่าคน เป็นแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมายที่จะได้รับประโยชน์ตรงนี้ ขณะที่มูลค่าสินค้าต่างๆ ก็จะปรับเพิ่มขึ้นตามอัตราค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น แล้วคนไทยกว่า 70 ล้านคน จะต้องมารับภาระตรงนี้ ทางที่ดีหากนายกฯจะพูดเรื่องค่าแรง ควรจะเอาเวลาไปคิดว่าจะทำอย่างไรให้ราคาสินค้า ให้ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าครองชีพลดลง เพื่อให้ประชากรที่มีรายได้เท่านี้อยู่ได้ และผู้ประกอบการก็สามารถดำรงกิจการต่อไป” นายวีรสุขกล่าว

นายวีรสุขกล่าวว่า สำหรับแรงงานที่มองว่าอยากได้ค่าจ้างขั้นต่ำสูงถึง 400 บาท ควรต้องนึกต่อไปว่า หากค่าแรงเพิ่มขึ้นขนาดนั้น นายจ้างจะอยู่อย่างไร ก็จะเป็นปัญหามาสู่การเลิกจ้าง คนว่างงาน ส่วนเงินค่าแรง 400 บาท ที่ได้มา ก็จะต้องมาจ่ายในค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามมา ดังนั้น อยากให้นึกถึงเรื่องเหล่านี้มากๆ

ด้าน นายชาลี ลอยสูง ที่ปรึกษาคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับนายกฯที่ออกมาทักท้วงเรื่องนี้ เพราะผลการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ของคณะกรรมการไตรภาคีไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งจะเห็นว่าปัจจุบันนี้รัฐบาลพยายามซัพพอร์ตกลุ่มนายทุนในทุกๆ ด้าน

“แต่ขณะเดียวกัน กลับกดค่าจ้างของลูกจ้าง เลยทำให้เกิดความไม่สมดุล ไม่ยุติธรรมกับลูกจ้าง ซึ่งควรจะได้ค่าแรงสูงกว่านี้ เพราะค่าครองชีพสูงขึ้นทุกๆ พื้นที่ ทั้งนี้ การที่นายกฯออกมากล่าวถึงเรื่องนี้ไม่ถือเป็นการแทรกแซง เพราะขนาดกรรมการค่าจ้างจังหวัด ซึ่งเป็นผู้สำรวจและพิจารณาตัวเลขก่อนเสนอเข้ามา ถามว่ามีสัดส่วนของลูกจ้าง เข้าร่วมอยู่มากน้อยแค่ไหน” นายชาลีกล่าว และว่า สำหรับตัวเลขค่าจ้างขั้นต่ำที่คิดว่าควรจะเป็นนั้น คิดว่าควรทำตามที่รัฐบาลพูดเอาไว้ก็ได้คือ 400 บาททั้งประเทศ ซึ่งพอกล่อมแกล้มไปได้ ดีกว่าเพิ่มเพียง 12 บาท ซึ่งการเพิ่มเป็น 400 บาทนี้ ไม่ถือว่าเป็นการเพิ่มแบบก้าวกระโดด ในอดีตเราก็มีประสบการณ์ จากการที่ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ทั้งประเทศ ทำให้เศรษฐกิจภายในจังหวัดดีขึ้นได้เพราะเกิดการจ้างงานมีรายได้ ตัวเลขจีดีพี (GDP) ภายในจังหวัดดีขึ้น แต่ตอนนี้ GDP ระดับจังหวัดดีแค่ในจังหวัดที่เป็นจังหวัดอุตสาหกรรมเท่านั้น ดังนั้น ถ้าจะให้ดีก็ควรกำหนดให้มีค่าจ้างเท่ากันทั้งประเทศ นี่เป็นหลักการ ถ้ารัฐบาลคิดอย่างนี้ได้ ก็ต้องทำอย่างไรก็ได้ให้ค่าจ้างเท่ากันทั้งประเทศ