สบช.ร่วม 6 ภาคี ลงนามพัฒนาสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติพระพันปีหลวง 92 พรรษา
เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชัน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานสักขีพยานในพิธีลงนาม “บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) โครงการพัฒนาสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี และสถานีอนามัยพระราชทานนาม (สอ.พระราชทานนาม) สู่ความเป็นเลิศ” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 92 พรรษา 12 สิงหาคม 2567 ระหว่าง สถาบันพระบรมราชชนก (สบช.) กับ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กรมการส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น มูลนิธิพัฒนาสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย และวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย โดยมี ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล ประธานกรรมการมูลนิธิพัฒนาสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษ นวมินทราชินี (สอน.), ศ.พิเศษ นพ.วิชัย เทียนถาวร อธิการบดี สบช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในพิธี

พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวว่า นับตั้งแต่ปี 2535 สธ.ได้สร้างสถานีอนามัยขนาดใหญ่เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานนาม เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2536 ว่า “สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี หรือ สอน.” ฉะนั้น ในเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 91 พรรษา ในปี 2566 ซึ่ง 6 หน่วยงานในวันนี้ ได้ริเริ่มและลงนามบันทึกข้อตกลงทางวิชาการ “โครงการพัฒนาสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี และสถานีอนามัยพระราชทานนาม (สอ.พระราชทานนาม) สู่ความเป็นเลิศ” เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงคุณูปการต่อการพัฒนาสุขภาพของประชาชนในถิ่นทุรกันดารและระบบสาธารณสุขของไทย
“สบช. เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มีภารกิจในการผลิตและพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ ผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและทีมนวัตกรรมสุขภาพ ที่จะเป็นผู้ให้บริการสุขภาพระดับปฐมภูมิเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 92 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2567 ผมขอชื่นชมทุกหน่วยงานที่ได้ร่วมกันส่งเสริมสุขภาพอนามัยและตอบสนองความต้องการของประชาชนทุกพื้นที่ทั่วประเทศ จึงขออวยพรให้หน่วยงานตามข้อตกลงวันนี้ ประสบความสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ทุกประการ” พล.อ.สุรยุทธ์กล่าว

ด้าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการ สธ.กล่าว มอบนโยบายและปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘การผลิตแพทย์ปฐมภูมิและทีมนวัตกรรมสุขภาพในระบบบริการปฐมภูมิของประเทศไทย’ ว่า ขอบคุณ สบช. ที่ได้ร่วมดูแลและขับเคลื่อนมิติสุขภาพของประเทศไทย จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ระบบสาธารณสุขมีสถานีอนามัย ที่ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และมีสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี ซึ่งเป็นการพระราชทานนาม ที่เป็นความภูมิใจของชาวสาธารณสุข
“รัฐบาลโดยการนำของ นายเศรษฐา ทวีสิน รัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ที่เป็นสัญญาประชาคมต่อพี่น้องประชาชน ทาง สธ. ได้นำนโยบายรัฐบาล แปลงมาเป็นนโยบายของกระทรวง ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในด้านมิติสุขภาพ โดยนโยบายแรกที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ นโยบายการส่งเสริมโครงการพระราชดำริ/โครงการเฉลิมพระเกียรติที่เกี่ยวข้องกับพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทุกพระองค์ได้อุทิศตนให้แก่ระบบสาธารณสุขของไทยมาโดยตลอด โดยเฉพาะเรื่องการแพทย์ปฐมภูมิ” นพ.ชลน่านกล่าว

นพ.ชลน่านกล่าวว่า จะพูดถึงเรื่องของการผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และแผนการผลิตแพทย์เพื่อปฐมภูมิ 2 โครงการได้แก่ 1.โครงการ สอน.ต้นแบบ 92 แห่งทั่วไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยในปี 2567 จะเริ่มผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เพื่อไปประจำอยู่สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ จำนวน 92 แห่ง แห่งละ 1 คน เพื่อเป็นต้นแบบให้กับ รพ.สต. 2.โครงการผลิตทีมนวัตกรรมสุขภาพปฐมภูมิ (Primary Health Innovation Team) ประกอบด้วย 9 หมอ ได้แก่ 1.แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว 2.พยาบาล (ด้านชุมชน) 3.นักวิชาการสาธารณสุข 4.อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม.(ผู้ช่วยพยาบาล ผู้ช่วยสาธารณสุข) 5.ทันตแพทย์ (ชุมชน) 6.เภสัชกร (ชุมชน) 7.ฉุกเฉินการแพทย์ 8.แพทย์แผนไทย และ 9.นักกายภาพบำบัด
รัฐมนตรีว่าการ สธ.กล่าวว่า ในปี 2567 สบช. จะเปิดหลักสูตรการเรียนการสอน คณะเภสัชศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะกายภาพบำบัด และในระยะที่ 2 ตั้งแต่ปี 2568-2577 แผนระยะ 10 ปี จะขยายการผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและทีมนวัตกรรมสุขภาพได้ครบ 9 คนต่อ 1 สถานีอนามัย/รพ.สต. และครอบคลุมทั้ง 9,820 แห่ง ทั่วประเทศต่อไป
“สิ่งสำคัญคือ การปรับค่าตอบแทนให้เพียงพอ ซึ่งเรื่องนี้เป็นแผนที่ สธ. จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในปี 2567 ต่อไป นอกจากนั้น ยังมีแนวทางในการจูงใจให้มีการเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ โดยทาง สธ. จะต้องหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการพิจารณาให้ผู้เรียนมีอายุราชการตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 เหมือนนักเรียนทหารหรือนักเรียนตำรวจ เรื่องนี้จะเป็นหนึ่งในสิ่งจูงใจในการผลิตแพทย์ ซึ่งเป้าหมาย 10 ปี เราตั้งเป้าผลิตแพทย์ไว้ที่ 30,000 คน ทีมนวัตกรรมสุขภาพ 55,000 คน ซึ่งหากทำได้เราจะสามารถก้าวผ่านปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบันได้” นพ.ชลน่านกล่าว

