กกจ.แนะแรงงาน 4 สัญชาติ ที่ใบอนุญาตครบใน 13 ก.พ.67 เร่งต่ออายุทำงาน

19.12.23 | 13:30 น.

กกจ.แนะแรงงาน 4 สัญชาติ ที่ใบอนุญาตครบใน 13 ก.พ.67 เร่งต่ออายุทำงาน

วันนี้ (19 ธันวาคม 2566) นายสมชาย มรกตศรีวรรณ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันแรงงาน 4 สัญชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 กรกฏาคม 2565 มีจำนวนประมาณ 1 ล้านคน ใบอนุญาตทำงานจะหมดอายุพร้อมกันในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 สำหรับแรงงานกลุ่มดังกล่าว หากประสงค์จะทำงานต่อไปให้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานพร้อมด้วยเอกสารหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบคำขอ (บต. 50 อ.5) ก่อนใบอนุญาตทำงานสิ้นอายุ

“โดยให้นายจ้างดำเนินการยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว พร้อมเอกสารและหลักฐาน ได้แก่ สำเนาหนังสือเดินทาง และสำเนาหลักฐานการตรวจลงตราวีซ่า (Visa) ซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ไม่น้อยกว่าวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 รูปถ่าย ขนาด 3×4 เซนติเมตร (ซม.) หนังสือรับรองการจ้าง (แบบ บต.46) และหนังสือรับรองการเป็นนิติบุคคล (กรณีนายจ้างเป็นนิติบุคคล) ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์กรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ e-workpermit.doe.go.th พร้อมชำระค่าธรรมเนียมค่ายื่นคำขอ ฉบับละ 100 บาท และค่าธรรมเนียมต่ออายุใบอนุญาตทำงาน ฉบับละ 900 บาท ภายในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 โดยให้คนต่างด้าวใช้ใบรับคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานและใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียม เป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับการผ่อนผันให้ทำงาน และเมื่อนายทะเบียนตรวจสอบคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานพร้อมทั้งเอกสารหลักฐานแล้ว หากเห็นว่าถูกต้องครบถ้วน จะต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้คนต่างด้าวมีสิทธิทำงานถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งคนต่างด้าวจะได้รับทะเบียนใบอนุญาตทำงานไว้ใช้เป็นหลักฐานแทนใบอนุญาตทำงานจนกว่าจะได้รับใบอนุญาตทำงาน” นายสมชาย กล่าว

นอกจากนี้ นายสมชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากดำเนินการครบถ้วนแล้ว ให้ยื่นหลักฐานการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรฯ หรือวีซ่า ไม่น้อยกว่าวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 และหลักฐานการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตน หรือการทำประกันสุขภาพกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตามแต่ละกรณี ต่อ กกจ.หาก กกจ.ตรวจสอบแล้วพบว่าแรงงานต่างด้าวลักลอบทำงานอยู่ในประเทศไทยโดยไม่ดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ภายในระยะเวลาที่กำหนด จะมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตทำงานและดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งนายจ้างและแรงงานต่างด้าวอย่างเข้มงวดต่อไป

“ทั้งนี้ หากติดปัญหาไม่สามารถดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ด้วยตนเองได้ สามารถติดต่อขอรับบริการจากเจ้าหน้าที่ได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 ในท้องที่ซึ่งเป็นที่ตั้งสถานที่ทำงานของนายจ้าง หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร 1506 กด 2” นายสมชาย กล่าว

Advertisement