‘ไอกรน’ (Whooping Cough) หนึ่งในโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียบอร์เดเทลลา เพอร์ตัสซิส (Bordetella pertussis) โดยความรุนแรงของโรคมุ่งเป้าในเด็กทารกและเด็กเล็ก เมื่อติดเชื้อแล้วจะมีอาการรุนแรง ไอหนักจนหยุดหายใจ หรือมีภาวะแทรกซ้อนของระบบทางเดินหายใจถึงขั้นปอดอักเสบ ไปจนถึงเสียชีวิตได้ และเป็นโรคระบาดที่ยังพบผู้ป่วยในประเทศอย่างต่อเนื่อง
กระทั่งวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 ที่กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้เปิดเผยข้อมูลกับ ‘มติชน’ ว่า ใน จ.ปัตตานี พบเด็กทารกอายุ 18 วัน เสียชีวิตจากการติดเชื้อไอกรน หลังจากมีการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว เรื่องนี้จึงเกิดเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ มีการแจ้งเตือนภัยสุขภาพทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน
“นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร” รักษาราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สำหรับโรคไอกรนในประเทศไทย มีแนวโน้มของการติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น สอดคล้องกับประเทศใกล้เคียง เช่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ฯลฯ ซึ่งในประเทศไทยนั้น ต้องยอมรับว่าปี 2566 นี้ พบผู้ป่วยไอกรนมากขึ้นจริง โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะ จ.ปัตตานี อย่างไรก็ตาม การป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคที่ดีที่สุดคือ “การฉีดวัคซีน” โดยการยอมรับวัคซีนในปัจจุบันนั้น เริ่มเปลี่ยนไปจากเดิมแล้ว ทำให้ไม่เป็นอุปสรรคในการควบคุมโรคมากนัก เพียงแต่ว่าขณะนี้โรคไอกรนพบมากในเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็ก ซึ่งผู้ปกครองบางคนมีความกังวลเรื่องอาการข้างเคียงหลังรับวัคซีน ที่เด็กอาจเกิดอาการไม่สบายได้ เนื่องจากร่างกายได้รับการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
นพ.ธงชัย กล่าวว่า ในทุกวันจันทร์ กรมควบคุมโรคมีการประชุมสรุปสถานการณ์โรครายสัปดาห์ ดังนั้น ในที่ประชุมจึงมีการหยิบยกการระบาดของโรคไอกรนมาหารือกันอย่างเข้มข้นด้วย
“ไอกรนเป็นหนึ่งในโรคที่ควรจะควบคุมและกำจัดให้หมดไป ซึ่งหน่วยบริการสาธารณสุขที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุดอย่างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ส่วนหนึ่งมีการถ่ายโอนไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ดังนั้น สธ.เองก็จะต้องประสานความร่วมมือให้การทำงานมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น และเข้มข้นมากขึ้น เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการควบคุมโรคอย่างมีประสิทธิภาพ” นพ.ธงชัย กล่าว
ด้าน “นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร” รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงโรคไอกรนว่า ข้อมูลสะสมถึงวันที่ 23 ธันวาคม 2566 พบผู้ป่วยจำนวน 229 ราย ซึ่งอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แบ่งตามช่วงอายุ ได้แก่ อายุน้อยกว่า 2 เดือน จำนวน 12 ราย, อายุ 2 เดือน – 1 ขวบ 117 ราย, อายุระหว่าง 1-4 ขวบ 183 ราย, อายุ 5-9 ขวบ 126 ราย, อายุ 10-14 ปี 49 ราย, อายุ 15-19 ปี 26 ราย, อายุ 20-29 ปี 18 ราย, อายุ 30-39 ราย 25 ราย, อายุ 40-49 ปี 13 ราย, อายุ 50-59 ปี 6 ราย และอายุมากกว่า 60 ปี 7 ราย ส่วนประวัติการฉีดวัคซีนของผู้ป่วย พบว่าส่วนใหญ่ไม่ได้รับวัคซีนไอกรนมาก่อน ทำให้มีอาการรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบจนต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ซึ่งมีถึง 10 ราย ที่น่ากังวลคือ กลุ่มนี้เป็นเด็กเล็กที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ส่วนในผู้ใหญ่นั้น หากมีการติดเชื้อไอกรน อาการจะไม่รุนแรงเท่ากับในเด็กเล็ก ขณะที่ผู้เสียชีวิตสะสม 3 ราย อยู่ในพื้นที่ จ.ปัตตานี 2 ราย และ จ.นราธิวาส 1 ราย จำแนกเป็น อายุ 18 วัน, อายุ 1 เดือน และอายุ 1 เดือน 24 วัน จะเห็นได้ว่า ทั้งหมดอายุต่ำกว่า 2 เดือน ซึ่งยังไม่ถึงรอบการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไอกรนเข็มที่ 1 ที่กำหนดให้ฉีดเด็กทารกอายุ 2 เดือน ส่วนลักษณะการแพร่ระบาดเป็นการติดเชื้อในครอบครัวและชุมชน
“สำหรับโรคไอกรนนั้น หากดูภาพรวมของประเทศยังไม่น่ากังวล เนื่องจากเด็กไทยได้รับวัคซีนป้องกันโรคไอกรน คอตีบ และบาดทะยัก มากกว่าร้อยละ 90 ยกเว้นพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความครอบคลุมวัคซีนน้อย บางพื้นที่มีอัตราฉีดวัคซีนไอกรนเพียงร้อยละ 40-50 ซึ่งเป็นอัตราที่น้อยมาตั้งแต่ช่วงก่อนที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 และเวลามีเคสป่วย ก็จะทำให้แพร่ระบาดได้ง่าย” นพ.โสภณ กล่าว
นอกจากนั้น นพ.โสภณ ยังกล่าวถึงเป้าหมายที่ต้องฉีดวัคซีนไอกรนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ให้ได้ถึงร้อยละ 90 ภายในปี 2566 ว่า ต้องยอมรับว่าไม่สามารถทำให้ถึงเป้าหมายได้ภายในปีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับอัตราการฉีดวัคซีนพื้นฐานสำหรับเด็ก ที่มีการฉีดต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการระดมฉีดวัคซีนโควิด-19 และผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็ไม่พาบุตรหลานไปรับวัคซีนพื้นฐาน อันเนื่องจากปัจจัยต่างๆ เช่น ไม่อยากให้ลูกหลานป่วยหลังรับวัคซีน หรือไม่มีเวลาพาไปฉีดวัคซีน
“การที่เด็กไม่ได้รับวัคซีนตามที่กำหนด ถือเป็นความเสี่ยงอย่างรุนแรง เพราะเป็นการสะสมผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันมากขึ้น ขณะที่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงก็มีความระวังตัวน้อย ทำให้มีการแพร่ระบาดในชุมชนง่ายขึ้น ถ้าวันนี้ทุกคนฉีดวัคซีนกันหมด ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการระบาดของโรค แต่ด้วยการฉีดวัคซีนยังไม่ครอบคลุม จึงทำให้การแพร่ระบาดของเชื้อเกิดขึ้นได้ง่าย” นพ.โสภณ กล่าว
สำหรับมาตรการระดมฉีดวัคซีนป้องกันโรคไอกรนในหญิงตั้งครรภ์พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นพ.โสภณกล่าวว่า กรณีความกังวลเรื่องการติดเชื้อไอกรนในเด็กอายุต่ำกว่า 2 เดือน ขณะนี้มีข้อมูลวิชาการที่รองรับและออกเป็นมาตรการว่า สามารถฉีดให้กับเด็กทารกอายุ 6 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อและมีอาการรุนแรง และอีกวิธีหนึ่งคือ การฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เพื่อส่งต่อภูมิคุ้มกันไปสู่ทารก โดยผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา ได้ออกแนวนโยบายให้หญิงตั้งครรภ์เข้ารับวัคซีนไอกรน
“ข้อมูลหญิงตั้งครรภ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น มีประมาณ 2,500 ราย โดยขณะนี้มีการร้องขอวัคซีนจากส่วนกลางลงไปในพื้นที่เพื่อฉีดให้กับหญิงตั้งครรภ์แล้วมากกว่า 1,000 ราย ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้หญิงตั้งครรภ์ไปรับวัคซีนไอกรนสูงขึ้น เพราะเขาไม่ได้ฉีดเพื่อตัวเองอย่างเดียว แต่ฉีดเพื่อลูกในครรภ์ ซึ่งเป็นความใส่ใจในการดูแลครรภ์ แต่เราก็ไม่สามารถระบุได้ชัดว่า การที่หญิงตั้งครรภ์ไปรับวัคซีนสูงขึ้นนั้น จะเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องการฉีดวัคซีนในพื้นที่ภาคใต้เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ เนื่องจากเป้าหมายการฉีดวัคซีนขณะนี้ มุ่งไปที่เด็กอายุต่ำกว่า 7 ขวบ และหญิงตั้งครรภ์ ไม่ได้ฉีดให้กลุ่มผู้ใหญ่ทั่วไป จึงไม่สามารถระบุได้ว่าความเชื่อเรื่องการฉีดวัคซีนในภาคใต้เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ทั้งนี้ อัตราฉีดในเด็กทยอยเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ถึงอัตราที่ควรจะเป็น” นพ.โสภณ กล่าว
รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวย้ำว่า สำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของโรคไอกรน ผู้ปกครองควรรีบนำบุตรหลานไปรับวัคซีนป้องกันโรค หรือหากยังไม่ได้รับวัคซีน แล้วสังเกตถึงอาการป่วยของบุตรหลาน ที่มีอาการไอมากผิดปกติ เช่น ไอเป็นชุด เหนื่อยหอบ ปากเขียวคล้ำ ตัวซีด หรืออาการใดที่แสดงถึงภาวะการขาดออกซิเจน จะต้องรีบพาไปพบแพทย์ในโรงพยาบาลทันที

