กรมสุขภาพจิต ชง ‘ชลน่าน’ ทุ่ม 400 ล.ซื้อยาต้านจิตเวชชนิดฉีดแก้ปมผู้ป่วยไม่กินเอง

7.01.24 | 14:58 น.

กรมสุขภาพจิต ชง ‘ชลน่าน’ ทุ่ม 400 ล.ซื้อยาต้านจิตเวชชนิดฉีดแก้ปมผู้ป่วยไม่กินเอง

เมื่อวันที่ 7 มกราคม นพ.พงศ์เกษม ไข่มุกด์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า นโยบายของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการ สธ. ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพจิต รวมถึงให้ความสำคัญในการดูแลผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัดการติดยาเสพติดอย่างมาก ตนในฐานะอธิบดีกรมสุขภาพจิตจึงได้เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการ สธ. และ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัด สธ. ให้พิจารณาเรื่องการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่จำเป็นต้องได้รับยา แต่ไม่ยอมกินยา หรืออาจจะติดขัดเรื่องของการดูแลผู้ป่วยที่บ้านที่ญาติไม่สามารถดูแลให้ผู้ป่วยกินยาได้ ทำให้ผู้ป่วยขาดยาที่เห็นได้ตามข่าวว่ามีการออกไปทำร้ายผู้อื่น เนื่องจากเวลาขาดยา ทำให้ป่วยเห็นภาพหลอน หูแว่ว หลงผิดเข้าใจว่ามีคนจะไปทำร้ายตัวเอง ซึ่งกลุ่มนี้มีโอกาสเสี่ยงในการก่อความรุนแรงสูง

นพ.พงศ์เกษม กล่าวว่า ได้เสนอว่าควรจะต้องใช้การดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ด้วยยาต้านโรคจิตชนิดฉีด (Long Acting Antipsychotic) ซึ่งจะเป็นการฉีด 1 เข็ม ออกฤทธิ์ได้นาน 1 เดือน จะทำให้การดูแลผู้ป่วยมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดปัญหาเรื่องการขาดยาเนื่องจากผู้ป่วยไม่ยอมกินยาเอง

“ราคายาชนิดฉีด จะอยู่ที่เข็มละ 6,000-7,000 บาท แต่เรื่องนี้มีความสำคัญมาก นอกจากจะช่วยให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นได้แล้ว ยังช่วยให้ครอบครัวของผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย นอกจากนั้น ยังช่วยสร้างเรื่องของความมั่นคงปลอดภัยให้กับสังคมอีกด้วย ซึ่งขณะรัฐมนตรีว่าการ สธ. ก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะว่าเป็นการดูแลผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และใช้งบประมาณไม่สูง จากที่คำนวณตัวเลขผู้ป่วยที่จำเป็นจะต้องได้รับยาชนิดฉีดนี้ คิดออกมาแล้วจะเป็นเงินงบประมาณราว 400 ล้านบาท” นพ.พงศ์เกษม กล่าว

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการ สธ.และ ปลัด สธ. ให้ความสำคัญมาก ซึ่งในวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา ได้มีนโยบายออกไปยังสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้บรรจุยานี้เข้าบัญชียาหลักเพื่อให้มีการเบิกจ่ายใช้กับผู้ป่วยได้ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ สธ.เองก็มีความเห็นว่า ถ้าหากเรื่องนี้ สปสช. ทำไม่ทันก็อาจจะใช้งบประมาณของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ไปก่อนได้ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก็พร้อมสนับสนุนเรื่องดังกล่าวนี้ เพราะเป็นนโยบายที่มีประโยชน์กับประชาชนอย่างมาก

Advertisement

“เรื่องนี้เป็นปัญหามานาน และควรจะต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง” นพ.พงศ์เกษม กล่าว