สบส.จ่อชงร่าง พ.ร.บ.อุ้มบุญ ให้ ‘ชลน่าน’ ประกอบนโยบายเพิ่มประชากรชาติ

7.01.24 | 15:22 น.

สบส.จ่อชงร่าง พ.ร.บ.อุ้มบุญ ให้ ‘ชลน่าน’ ประกอบนโยบายเพิ่มประชากรชาติ

เมื่อวันที่ 7 มกราคม นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. … หรือ ร่าง พ.ร.บ.อุ้มบุญ ว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวมีการจัดทำแล้วเสร็จตั้งแต่อธิบดีคนก่อน แต่ช่วงที่มีการเปิดประชาพิจารณ์ร่างกฎหมาย ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้เสนอให้มีการแก้ไขรายละเอียดของกฎหมาย จึงมีการนำมาแก้ไข ซึ่งขณะนี้แก้ไขแล้วเสร็จ เข้าสู่การคณะอนุกรรมการกฎหมายของ สบส. เพื่อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ต่อไป เมื่อเห็นชอบ ก็จะเสนอไปยังปลัด สธ. และรัฐมนตรีว่าการ สธ.ตามลำดับ เพื่อเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา

ผู้สื่อข่าวถามว่า การปรับปรุง ร่าง พ.ร.บ.อุ้มบุญ เป็นส่วนหนึ่งที่จะมาช่วยนโยบายส่งเสริมการเกิดหรือส่งเสริมการมีบุตรของรัฐบาลด้วยหรือไม่ นพ.สุระ กล่าวว่า เรื่องอุ้มบุญก็ทำให้คนที่อยากจะมี แต่ไม่มีโอกาสตั้งครรภ์ได้มีลูกได้ ก็เป็นการช่วยส่งเสริมอีกทางหนึ่ง

“แต่ก็จะไม่ได้เยอะมาก ซึ่งเราตั้งกฎหมายมา 7 ปี มีการทำอุ้มบุญประมาณ 700 คน แต่กลุ่มผู้มีบุตรยาก จะเยอะกว่าประมาณ 2 หมื่นคนต่อปี ที่จะต้องเอาไข่มาผสม เสร็จแล้วไปฝังในมดลูกตนเอง ไม่ต้องอาศัยมดลูกคนอื่น เช่น พวก IVF หรือ ICSI ซึ่งบริการเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในส่วนของ พ.ร.บ.อุ้มบุญ หน่วยบริการสามารถทำได้เลย แต่จะต้องขอขึ้นทะเบียนเรื่องตัวอ่อน ต้องรายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรู้ แต่ไม่ได้อยู่ในส่วนของที่ต้องมาขออนุญาตต่อคณะกรรมการคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีฯ แต่กรณีเดียวที่ต้องมาขออนุญาต คือ ไม่มีมดลูกเพื่อตั้งครรภ์” นพ.สุระ กล่าว

เมื่อถามถึงสถานพยาบาลที่ให้บริการเหล่านี้ได้ มีมากน้อยแค่ไหน นพ.สุระ กล่าวว่า ปัจจุบันมีประมาณ 100 กว่าแห่ง โดยร้อยละ 60 เป็นของเอกชน ที่เหลือเป็นของโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัย และ รพ.รัฐ

Advertisement

ต่อข้อถามถึงกรณีเพศเดียวกันที่จะทำอุ้มบุญ นพ.สุระ กล่าวว่า กฎหมายที่มีในปัจจุบัน จะใช้ว่า “คู่สมรสตามกฎหมาย” ดังนั้น ตรงนี้ยังต้องรอ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ผ่านก่อนเช่นเดิม หากกฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่าน และมีผลบังคับใช้ คู่สมรสเพศเดียวกันก็สามารถใช้ พ.ร.บ.อุ้มบุญในการมีลูกได้ อย่างไรก็ตาม จะไม่ครอบคลุมคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสของต่างประเทศ ต้องเป็นคู่สมรสตามกฎหมายไทยเท่านั้น ส่วนต่างชาติที่จะทำอุ้มบุญ ก็ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคนไทย

เมื่อถามว่า ร่างกฎหมายใหม่ต้องมีการขึ้นทะเบียนแม่อุ้มบุญด้วยหรือไม่ นพ.สุระ กล่าวว่า ตรงนี้ต้องไปดูรายละเอียดของร่างกฎหมาย ว่าจะมีเรื่องการขึ้นบัญชีแม่อุ้มบุญหรือไม่ ยังไม่แน่ใจ ส่วนกรณีธนาคารเก็บอสุจิ เก็บไข่ เก็บตัวอ่อน นั้น เป็นไปตาม พ.ร.บ.อุ้มบุญ อยู่แล้ว คือ สถานพยาบาลที่จะทำเรื่องอุ้มบุญต้องมีสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว ก็ต้องมาขออนุญาต มิเช่นนั้นจะควบคุมไม่ได้ หากเกิดตัวอ่อนหาย เอาไปฝังใคร แล้วใครจะตามให้

เมื่อถามต่อไปว่า ร่างกฎหมายใหม่จะมีการวางมาตรการเพื่อป้องกันการลักลอบค้ามนุษย์เพิ่มเติมหรือไม่  นพ.สุระ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นความมั่นคงแห่งชาติ กฎหมายจึงขึ้นกับทางตำรวจ

“ส่วนของ สธ.เป็นเรื่องการอนุญาตให้มีการทำอุ้มบุญ หรือทำให้คนได้เกิด คนไม่มีลูกจะได้มีลูก ส่วนเรื่องทำความผิด ก็จะเป็นไปตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล หากลักลอบทำ ก็จะผิดกฎหมายฉบับหนึ่ง แต่ไม่ได้ผิดกฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ” นพ.สุระ กล่าว