สปสช. ยัน 4 จว.นำร่องพร้อมใช้บัตร ปชช.ใบเดียวรักษาทุกที่ หน่วยบริการเบิกจ่ายได้ใน 3 วัน

สปสช. ยัน 4 จว.นำร่องพร้อมใช้บัตร ปชช.ใบเดียวรักษาทุกที่ หน่วยบริการเบิกจ่ายได้ใน 3 วัน

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2567 นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำคณะไปคิกออฟอย่างเป็นทางการใน 4 จังหวัดนำร่อง ที่ จ.ร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา ว่า ขอให้ความมั่นใจแก่หน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่ ที่เป็นนวัตกรรมช่วยเพิ่มความสะดวก ลดความแออัดใน รพ. ซึ่งประกอบด้วย ร้านยา คลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น คลินิกเวชกรรมชุมชนอบอุ่น คลินิกทันตกรรมชุมชนอบอุ่น คลินิกแพทย์แผนไทยชุมชนอบอุ่น คลินิกเทคนิคการแพทย์ชุมชนอบอุ่น คลินิกกายภาพบำบัดชุมชนอบอุ่น และรถทันตกรรมเอกชนเคลื่อนที่ ที่ขณะนี้สามารถใช้บัตรประชาชนใบเดียวเข้ารับบริการได้แล้วใน 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ แพร่ ร้อยเอ็ด เพชรบุรี และนราธิวาส

นพ.จเด็จกล่าวว่า สำหรับคลินิกนวัตกรรมฯ ที่ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมล่าสุด พบว่ามีความพร้อมสามารถใช้บัตรประชาชนใบเดียวเสียบเข้าระบบของ สปสช. เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าประชาชนมารับบริการ โดยเมื่อรับบริการเสร็จแล้วข้อมูลก็จะวิ่งเข้าไปสู่ระบบกลางของ สปสช. ซึ่งจะเป็นประโยชน์ใน 2 ส่วน คือ 1.ไม่มีประชาชนคนใดจะเข้าไปรับบริการเกินความจำเป็น เพราะมีการดูตลอดเวลา 2.เมื่อพิสูจน์ว่าประชาชนเข้ามารับบริการตามที่ตกลงกันไว้ ทาง สปสช. ก็จะจ่ายเงิน ซึ่งหน่วยบริการสามารถรับเงินค่าบริการได้ภายในไม่เกิน 3 วัน

Advertisement

“กระบวนการเบิกจ่ายจะสามารถดำเนินการได้เลยทันที ตั้งแต่เปิดโครงการ คือ เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 7 มกราคม 2567 ซึ่งระบบการเสียบบัตรประชาชน ทันทีที่ท่านเสียบบัตร ข้อมูลจะวิ่งเข้าไปที่ส่วนกลาง แล้วจะมีการส่งข้อมูลกลับมาให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) และ สปสช.เขต เพื่อพิจารณาป้องกันการช้อปปิ้งยา หรือ Shopping Around ตามที่บางส่วนอาจมีข้อกังวลว่า นโยบายบัตรประชาชนรักษาทุกที่ จะทำให้ประชาชนเข้าใช้บริการไปทั่ว ซึ่งระบบที่ออกแบบไว้นี้เป็นไปเพื่อป้องกันและคลี่คลายข้อกังวลเหล่านั้น” นพ.จเด็จกล่าว

เลขาธิการ สปสช.กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เยี่ยมชมขั้นตอนการเสียบบัตรประชาชนเข้ารับบริการครั้งนี้ พบว่าผ่านไปได้โดยง่ายและใช้เวลาไม่นาน ส่วนการจ่ายเงินให้หน่วยบริการภายไม่เกิน 3 วัน ก็ครอบคลุมไปยัง รพ.รัฐด้วย แต่ทาง รพ.ก็จะต้องมีการเชื่อมข้อมูลกับ สปสช. ซึ่งย้ำว่าเป็นการเชื่อมข้อมูล ไม่ใช่การส่งข้อมูล เพราะขั้นตอนในอดีตคือการที่ รพ.ต้องไปรวบรวมข้อมูลมาก่อนแล้วจึงส่งมาเบิกกับ สปสช. ซึ่งกระบวนการจ่ายจะเริ่มหลังจากที่ รพ.ส่งข้อมูลมา

“ฉะนั้นหัวใจสำคัญคือ การเชื่อมข้อมูล ไม่ใช่ส่งข้อมูล ถ้าท่านส่งข้อมูลมันจะช้า แต่ถ้าเป็นการเชื่อมข้อมูล สปสช. จะดึงข้อมูลส่วนที่เบิกได้ออกมาดำเนินการเพื่อเบิกจ่ายได้ทันที โดยเฉพาะหน่วยบริการภาคเอกชน ถ้าเชื่อมข้อมูลกับ สปสช. และมีระบบเสียบบัตรประชาชน หากให้บริการเมื่อไร เราก็พร้อมจ่ายได้ภายใน 3 วัน สำหรับภาพรวมของการให้บริการวันแรก มีหน่วยบริการใน 4 จังหวัด เข้าร่วมให้บริการทั้งหมด 1,130 แห่ง และมีประชาชนเข้ารับบริการแล้วจำนวน 1,751 คน แยกเป็น แพร่ 1,545 คน เพชรบุรี 1,108 คน ร้อยเอ็ด 1,888 คน และนราธิวาส 1,091 คน รวมเป็น 6,292 คน” นพ.จเด็จกล่าว

นอกจากนี้ นพ.จเด็จยังกล่าวถึงการออกประกาศ สำหรับหน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่อีก 3 รายการ ซึ่งขณะนี้รายละเอียดของประกาศ อยู่ระหว่างการตรวจสอบภาษา ถ้อยคำ ก่อนที่จะมีการประกาศลงราชกิจจานุเบกษาต่อไป ซึ่งในตัวประกาศจะมีบทเฉพาะกาลย้อนหลังครอบคลุมการให้บริการตั้งแต่วันที่ 7 มกราคมเป็นต้นไป ในพื้นที่ 4 จังหวัดนำร่อง ดังนั้นหน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่อีก 3 รายการ จึงสามารถให้บริการไปก่อน แล้วเบิกย้อนหลังกับ สปสช.ได้

เลขาธิการ สปสช. กล่าวถึงความพร้อมภายหลัง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการ สธ. ประกาศเตรียมขยายนโยบายบัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ เพิ่มเติมอีก 8 จังหวัดในเดือนมีนาคม 2567 ว่า สปสช.จะเร่งดำเนินการในส่วนต่างๆ ได้แก่ 1.ชักชวนหน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่ 8 รายการในจังหวัดนั้นๆ เข้ามาเพิ่มให้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยลดความแออัดของโรงพยาบาล 2.จัดระบบการเบิกจ่ายให้เร็วที่สุด 3.จะมีกลไกที่สนับสนุนนโยบาย คือ สายด่วน สปสช. 1330 ที่จะคอยให้คำปรึกษาและช่วยเหลือประชาชนเพื่อให้เข้าถึงบริการ

“มั่นใจว่า สปสช. มีความพร้อมในการขยายนโยบายอีก 8 จังหวัดอย่างแน่นอน ส่วน 4 จังหวัดนำร่องที่ดำเนินการแล้ว สปสช.จะประเมินผลดำเนินการอย่างใกล้ชิด เริ่มตั้งแต่วันแรกที่ให้บริการผ่านระบบแดชบอร์ดที่จะแสดงให้เห็นจำนวนผู้เข้ารับบริการ ปริมาณงานที่เกิดขึ้น ตลอดจนอุปสรรคที่พบในระบบ เช่น ระบบอินเตอร์เน็ตขัดข้องหรือไม่ เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าประชาชนจะได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และหน่วยบริการก็จะได้รับเงินเร็วขึ้น” นพ.จเด็จกล่าว

นพ.จเด็จกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ในปี 2567 สปสช.ยังเตรียมขยายร้านยาบริการดูแลเจ็บป่วยเล็กน้อย 16 กลุ่มอาการ โดยจะเพิ่มจำนวนร้านยาที่เข้าร่วมโครงการ จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 2,000 แห่ง ให้เป็น 5,000 แห่ง ภายในปี 2567 จากร้านยาที่มีทั้งหมดทั่วประเทศราว 1.5 หมื่นแห่ง ขณะเดียวกัน หน่วยบริการทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น คลินิกทันตแพทย์ 5,000 แห่ง คลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น 5,000 แห่ง ฯลฯ ก็จะต้องเอาเข้ามาในระบบให้ได้ทั้งหมด ซึ่งหากทำได้เชื่อว่าประชาชนจะไม่เข้าไปรับการรักษาที่ รพ.เพียงอย่างเดียว

“เชื่อว่าประชาชนไม่อยากวิ่งเข้าไปที่ รพ.ใหญ่ๆ แต่เขาสามารถเข้ามารับบริการเบื้องต้นได้ที่หน่วยบริการต่างๆ ดังกล่าว ซึ่งประชาชนไม่ต้องกังวล เนื่องจากปัจจุบันข้อมูลได้เชื่อมต่อกันหมดแล้ว หรือหากเกินศักยภาพก็จะมีระบบส่งต่อไปยัง รพ.ขนาดใหญ่ ซึ่งก็จะทราบข้อมูลการรักษาเบื้องต้น” นพ.จเด็จกล่าว

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image