‘ชลน่าน’ เผย 3 วัน นำร่องบัตรปชช.รักษาทุกที่ไร้ปัญหา ลดแออัดใน รพ.-งานบุคลากร ลุยต่ออีก 8 จว.
เมื่อวันที่ 10 มกราคม นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะผู้บริหารระดับสูง สธ. ถึงการเดินหน้าโครงการ 30 บาท รักษาฟรีทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว หลังคิกออฟใน 4 จังหวัดนำร่อง คือ แพร่ เพชรบุรี ร้อยเอ็ด และนราธิวาส เมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา ว่า ที่ประชุมได้รายงานการดำเนินการเฟสแรก ที่คิกออฟ 4 จังหวัดเมื่อวันที่ 7 มกราคม และดูผลการดำเนินงาน เช่น มีพบปัญหาอุปสรรคอย่างไร นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี รองปลัด สธ.ที่รับผิดชอบรายงานว่า มีคณะทำงานติดตาม (วอร์รูม) ทุกจังหวัดเป็นการเฉพาะ เพื่อติดตามปัญหาอุปสรรคและผลการดำเนินงานหลังคิกออฟ ขณะนี้ยังไม่มีรายงานที่บ่งชี้ว่าเป็นอุปสรรคใดๆ แต่ยังเฝ้าระวังตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์
นพ.ชลน่านกล่าวต่อไปว่า อีกเรื่องคือ รายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานในเฟส 2 จำนวน 8 จังหวัด ในเขตสุขภาพที่เหลือ คือ เขตสุขภาพที่ 2 เพชรบูรณ์ เขตสุขภาพที่ 3 นครสวรรค์ เขตสุขภาพที่ 4 สิงห์บุรี เขตสุขภาพที่ 6 สระแก้ว เขตสุขภาพที่ 8 หนองบัวลำภู เขตสุขภาพที่ 9 นครราชสีมา เขตสุขภาพที่ 10 อำนาจเจริญ และเขตสุขภาพที่ 11 พังงา เริ่มเตรียมความพร้อม และจะนัดหมายประชุมเวิร์กชอปร่วมกันใน 8 จังหวัดในวันที่ 25-26 มกราคมนี้ เพื่อเริ่มเข้าสู่กระบวนการเตรียมพร้อมและจัดบริการ
“ถ้าพื้นที่ไหนดำเนินการถึงขั้นจัดบริการได้ จะให้เริ่มเลย และตรวจสอบความพร้อมทั้ง 8 จังหวัด และจะประกาศวันคิกออฟรอบ 2 ในเดือนมีนาคมนี้” นพ.ชลน่านกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังคิกออฟโครงการมา 3 วัน มีการรายงานอุปสรรคอะไรหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ยังไม่มี โดยเฉพาะการใช้บริการของประชาชน แต่ที่ให้ความสำคัญต้องไปทำต่อ คือ วิธีการเบิกจ่ายระบบการเงิน ต้องไปดูในพื้นที่ว่า วิธีการที่วางไว้สอดคล้อง เหมาะสมหรือไม่ ต้องปรับเปลี่ยนหรือไม่
“เช่น ในคลินิกให้เหมาจ่ายต่อครั้งเหมาะหรือไม่ เช่น ให้ไป 320 บาท หรือ 240 บาทต่อคนต่อครั้ง ก็ต้องไปดู รวมถึงเรื่องสิทธิอื่นที่จะเข้ามารักษาด้วยระบบนี้ เราก็ให้แนวทางว่าให้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ไปคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กรมบัญชีกลาง ซึ่งสนใจมาก เลยได้ประสานมาที่เราอยากจะพูดคุยกันว่า จะเชื่อมระบบอย่างไร รวมถึงประกันสังคมจะพูดคุยรายละเอียดว่า จะนำสิทธิเหล่านั้นมาใช้ระบบบริการเครือข่ายทุกเครือข่ายเหมือนบัตรทองอย่างไร” นพ.ชลน่านกล่าว
เมื่อถามต่อไปว่า ประชาชนไปใช้บริการได้ตามเป้าหมายและลดความแออัดของ รพ.ได้หรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ผลการดำเนินการในมุมของการลดความแออัด ภาพจากการไปกอง รพ.ใหญ่ๆ หายไป เพราะประชาชนไปใช้บริการสถานที่ใกล้บ้านได้ สิ่งที่เรามีคำตอบคือ ไม่ว่าอยู่จุดไหน ภาพที่เห็นรับบริการเบื้องต้นจะเหมือนกันทุกที่ เสมือนเป็น 1 โรงพยาบาล เลยมั่นใจว่า ไม่ต้องเดินทางไป รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไป สะดวกตรงไหนไปใช้บริการตรงนั้น เมื่อจำเป็นต้องส่งต่อ แพทย์จะเชื่อมข้อมูลส่งต่อไป ส่วน รพ.ศูนย์/ทั่วไปทั้ง 4 จังหวัดนำร่องว่า ลดความแออัดมากน้อยแค่ไหน อยู่ระหว่างเก็บข้อมูล
ต่อข้อถามว่า จะมีการตรวจสอบความซ้ำซ้อนการรับบริการทั้งที่ รพ. และ 8 นวัตกรรมหน่วยบริการ เช่น คลินิกเวชกรรม คลินิกทันตกรรม ร้านขายยา อย่างไร นพ.ชลน่านกล่าวว่า ถ้าอยู่ในระบบสามารถตรวจสอบได้เลย เพราะเป็น Personal Health Record ในการเข้าไปรับบริการแต่ละครั้งจะถูกบันทึกประวัติการรักษาทั้งหมด และไม่ว่าจะไปหน่วยบริการใดก็ตามใน 8 นวัตกรรม เมื่อเสียบบัตรประชาชนได้รับการอนุญาต แพทย์ผู้รักษาที่รับอนุญาตก็เสียบบัตร ประวัติจะขึ้นเหมือนกันหมด จะรู้หมดว่า คนไข้ไปรักษาที่ไหน โรคอะไร ยิ่งโรคเดียวกันจะรู้ทันที จะเป็นการจัดการในตัวระบบได้
เมื่อถามถึงบัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ หลังเดินหน้าแล้วช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์อย่างไร นพ.ชลน่านกล่าวว่า ช่วยลดได้มาก อย่างเชิงโครงสร้าง เดินเข้าไป รพ.จะไม่เห็นห้องบัตรแล้ว เมื่อก่อนจะต้องมีห้องทำบัตร ห้องเวชระเบียน มีโอพีดีการ์ดกองเต็มไปหมด
“อย่าง รพ.ร้อยเอ็ด ยกออกไปหมดเลย ห้องสี่เหลี่ยมนั้นกลับมาเป็น One Stop Service ให้แก่หน่วยบริการอื่นที่เข้ามาดูแล เป็นหน่วยบริการที่เรียกว่า ศูนย์ราชการสะดวก (Government Easy Contact Center : GECC) ได้รับรางวัลระดับทอง มีประกันสังคม มีเทศบาล มาจดแจ้งเกิดแจ้งตาย มีเรื่องสิทธิประโยชน์ประสบภัยจากรถมาอยู่ตรงนั้นหมดเลย คนไข้มา รพ.ทีเดียว สามารถรับบริการเหล่านั้นครบวงจร ฉะนั้น ภาระงานเดิมมีคนในห้องบัตร รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไป ที่มีเป็นสิบๆ คน เหลือเพียงคนเดียว กลายเป็นเครื่องคีออสแทน ระบบงานที่เชื่อมทุกจุดที่เดิมใช้คนมากก็ลดลง จะเหลือคนที่จำเป็น เช่น พยาบาลซักประวัติ หมอที่ต้องตรวจ คนเดินส่งต่างๆ หายหมด ลดงานได้มาก” นพ.ชลน่านกล่าว

