คิกออฟ ‘บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่’ มาตรฐานใหม่ดูแล ‘สุขภาพคนไทย’ ถ้วนหน้า

22.01.24 | 15:07 น.

นโยบายสำคัญของรัฐบาล ‘เศรษฐา ทวีสิน’ และเป็นการตอกย้ำแบรนด์ ‘ไทยรักไทย’ หรือ ‘เพื่อไทย’ ในปัจจุบัน คือ การยกระดับนโยบาย ‘30 บาทรักษาทุกโรค’ ไปสู่ ‘30 บาทรักษาทุกที่’ หรือ ‘บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่’ ภายใต้การสนับสนุนและบริหารจัดการกองทุนโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

นโยบายนี้ เปรียบได้กับโปรเจ็กต์ใหญ่ที่รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ต้องทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมให้ได้ และถือเป็นหมุดหมายที่ ‘นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ปักธงไว้อย่างเด็ดขาดว่า จะต้องสำเร็จภายใน 100 วันแรกของการบริหารราชการแผ่นดิน

ภายใต้เป้าหมายคือ ทำให้คนไทย โดยเฉพาะผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง หรือบัตร 30 บาท) สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น เพียงแค่ใช้บัตรประชาชนใบเดียวก็สามารถรับบริการสาธารณสุขได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลเอกชน คลินิกเอกชน ร้านยา คลินิกเทคนิคการแพทย์ คลินิกการพยาบาล คลินิกกายภาพบำบัด คลินิกทันตกรรม ที่อยู่ใกล้บ้านและเข้าร่วมโครงการกับ สปสช.โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

เบื้องต้น มีพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัด คือ ร้อยเอ็ด แพร่ เพชรบุรี และนราธิวาส ก่อนขยายผลไปพื้นที่อื่นๆ

Advertisement

เช้าวันที่ 7 มกราคม 2567 รัฐบาลได้เลือก จ.ร้อยเอ็ด คิกออฟเปิดตัวโครงการอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อตอกย้ำความสำเร็จที่เดินหน้าขับเคลื่อนได้จริงอย่างที่ประกาศไว้ ความสำเร็จของนโยบายได้รับการยืนยันจากผู้ใหญ่ในรัฐบาล รัฐมนตรีอีกหลายคน

‘อุ๊งอิ๊ง’ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รองประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ บุตรสาวของ ‘นายทักษิณ ชินวัตร’ ผู้ทำคลอดนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ได้เดินทางลงพื้นที่ประกาศความสำเร็จด้วยตนเอง พร้อมกับ นพ.ชลน่าน และประชาชนอีกหลายพันชีวิต ที่ลานหน้าโรงพยาบาล (รพ.) จตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด แม้แต่ นายกฯ เศรษฐา ที่ติดภารกิจในช่วงเช้า ก็ยังบินตามไปในช่วงเย็น เพื่อติดตามการดำเนินโครงการบัตรประชาชนใบเดียว และร่วมการคิกออฟด้วยเช่นกัน

ในงานเปิดตัว นพ.ชลน่าน ในฐานะเบอร์หนึ่ง สธ. และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้ภาพของโครงการบัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ว่า เป็นหมุดหมายสำคัญของรัฐบาล ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ที่ถือว่าเป็นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ว่า จะวางระบบสาธารณสุขของประเทศใหม่ เพื่อนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มการเข้าถึงบริการ และทำให้บัตรประชาชนใบเดียวนี้เป็นเหมือนบัตรประกันสุขภาพ ที่ประชาชนเข้ารับบริการที่ไหนก็ได้

“เราต้องการให้บัตรประชาชนใบเดียวเข้ารับบริการที่ไหนก็ได้ในโรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง ทั้งสังกัด สธ. กระทรวงกลาโหม หรือโรงเรียนแพทย์ รวมถึงร้านยา คลินิกเอกชน คลินิกเทคนิคการแพทย์ ภายใต้การเชื่อมต่อข้อมูลผ่านระบบเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้ป่วยสามารถไปรับบริการที่ไหนก็ได้ และยังเป็นการลดความแออัดในโรงพยาบาลได้ด้วย” นพ.ชลน่านระบุ

นอกจากนี้ นพ.ชลน่านได้ระบุในงานเปิดตัวโครงการว่า ภายในเดือนมีนาคม-เมษายน 2567 จะขยายเพิ่มอีก 8 จังหวัด ประกอบด้วย เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ สิงห์บุรี สระแก้ว หนองบัวลำภู นครราชสีมา อำนาจเจริญ และพังงา และจะครบทั้งประเทศภายในปีนี้

ขณะที่ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ จะเพิ่มความสะดวกสบายให้กับประชาชน เป็นการยกระดับจากที่เคยทำไว้เมื่อ 22 ปีก่อน ที่พัฒนาตามยุคสมัย และใช้เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบ

“ดีใจอย่างมากที่เห็นความก้าวหน้าของนโยบาย เพราะจะทำให้ชีวิตพี่น้องประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพดีมากขึ้น” อุ๊งอิ๊งกล่าวพร้อมย้ำว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้ของรัฐบาล เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า รัฐบาลชุดนี้สามารถต่อยอดความสำเร็จของบัตร 30 บาท ที่เคยดำเนินการมาในยุคของนายทักษิณให้ดียิ่งขึ้นได้ แต่ที่สำคัญที่สุด คือ กำลังของบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการได้อย่างดี ทำให้มีกำลังใจและเชื่อได้ว่า โครงการนี้จะสามารถช่วยเหลือประชาชนในด้านสุขภาพได้ทั่วประเทศในอนาคต

ทางด้านนายเศรษฐากล่าวถึงความความสำคัญของการยกระดับหลักประกันสุขภาพของประเทศว่า โครงการบัตรประชาชนใบเดียวฯ เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล และยังเป็นนโนบายเน้นหนักของ สธ. ที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน ผ่านการยกระดับการบริการสาธารณสุข ที่ทำให้บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ รวมถึงบริการสุขภาพแบบใหม่ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาใช้ร่วมด้วย ทั้งการเชื่อมข้อมูล การนัดพบแพทย์ออนไลน์ การแพทย์และเภสัชกรรมทางไกล เป็นต้น

“ผมหวังว่า ทั้งภาครัฐ เอกชน สภาวิชาชีพต่างๆ ประชาชน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ใน จ.ร้อยเอ็ด และอีก 3 จังหวัดนำร่อง ที่ช่วยกันขับเคลื่อนนโยบายนี้ให้สำเร็จเป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพของคนไทย และแน่นอนว่า จะมีการขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ต่อไปทั่วประเทศ” นายกฯเศรษฐากล่าวย้ำ

สำหรับนโยบายบัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพจากหน่วยบริการทุกระดับและทุกสังกัด อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเข้ารับบริการทางการแพทย์และสุขภาพ พร้อมทั้งลดภาระการดําเนินงานของบุคลากร และเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของการให้บริการทางการแพทย์และสุขภาพ โดย “นำเทคโนโลยีดิจิทัล” ที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบบริการ และระบบสนับสนุนการให้บริการ

จุดเด่นของนโยบาย คือ มีการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของหน่วยบริการทุกระดับ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่สมัครใจทั่วประเทศให้เป็นระบบเดียว และสามารถให้บริการสุขภาพในรูปแบบดิจิทัล ควบคู่ไปกับการพัฒนาโรงพยาบาลให้เป็น ‘โรงพยาบาลอัจฉริยะ’ โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของข้อมูลสุขภาพ

บัตรประชาชนใบเดียวนี้ จะเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพประชาชน ผ่าน Health ID บนมาตรฐานการพิสูจน์ตัวตนและยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (IAL และ AAL) อำนวยความสะดวกให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนําไปใช้เป็นพื้นฐานในการเพิ่มประสิทธิภาพ การรองรับสถานการณ์สุขภาพของประชาชน ให้ผู้รับบริการเข้าถึงบริการในทุกพื้นที่ ทุกหน่วยบริการ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลของรัฐ เอกชน รวมไปถึงคลินิก และร้านยาใกล้บ้าน โดยถือว่า “บัตรประชาชน เปรียบเสมือนบัตรสุขภาพ” ของคนไทยทุกคน

จากนโยบายนี้ ประชาชนจะเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ง่าย สะดวกสบายยิ่งขึ้น ลดระยะเวลารอคอย โดยประชาชนสามารถนัดหมายเข้ารับบริการผ่านระบบออนไลน์ เข้ารับบริการการแพทย์และเภสัชกรรมทางไกลจากที่บ้าน เลือกรับยาทางไปรษณีย์ ร้านยาใกล้บ้าน หรือใช้บริการ Health Rider เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับยาและเวชภัณฑ์ถึงบ้าน

นอกจากนี้ สามารถรับบริการตรวจเลือด ที่แล็บใกล้บ้านโดยไม่ต้องเสียเวลา เสียค่าเดินทางไปยังโรงพยาบาล ลดภาระงานของบุคลากรที่ซ้ำซ้อน เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพแบบไร้รอยต่อ ผู้ให้การรักษาสามารถเรียกดูประวัติการรักษาออนไลน์ที่เชื่อมโยงข้อมูลการรักษาจากทุกหน่วยบริการที่ผู้ป่วยเคยเข้ารับการรักษาเพิ่มความถูกต้อง แม่นยำ ทันเวลา เป็นประโยชน์ต่อกระบวนการดูแลรักษา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาลได้ดียิ่งขึ้น