สสส.จับมือภาคีเครือข่ายเอ็มโอยูพัฒนาระบบเฝ้าระวัง-ดูแล ‘ผู้ป่วยจิตเวช’ ไร้ที่พึ่ง

22.01.24 | 18:04 น.

สสส.จับมือภาคีเครือข่ายเอ็มโอยูพัฒนาระบบเฝ้าระวัง-ดูแล ‘ผู้ป่วยจิตเวช’ ไร้ที่พึ่ง

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2567 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ กรมสุขภาพจิต กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และ มูลนิธิกระจกเงา จัดพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) “การพัฒนาระบบเฝ้าระวัง และดูแลผู้ป่วยจิตเวชไร้ที่พึ่ง”

 

เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลคนไร้ที่พึ่ง คนไร้บ้าน และผู้รับบริการในสถานพยาบาล และข้อมูลคนหาย/ผู้ป่วยข้างถนน เพื่อติดตามสืบค้นประวัติ ครอบครัว และภูมิลำเนาเดิม ต่อยอดสู่การบูรณาการเพื่อป้องกันการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านของผู้ป่วยทางจิต

Advertisement

 

นพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จากผลการดำเนินงานดูแลและงานวิจัยผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้าน ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กรมสุขภาพจิต มูลนิธกระจกเงา สสส. พบว่า ยังมีผู้ป่วยจิตเวชไร้ที่พึ่งจำนวนหนึ่งเร่ร่อนในที่สาธารณะและขาดโอกาสเข้าถึงบริการสาธารณสุข ซึ่งมีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนพัฒนาระบบและจัดให้บริการผู้ป่วยจิตเวชกลุ่มดังกล่าว ช่วยให้สามารถระบุตัวตนของผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อนในที่สาธารณะได้ และนำเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา รวมถึงการตามหาญาติหรือส่งกลับสู่บ้านได้ ดังนั้น หากทุกหน่วยได้ประสานและดำเนินงานร่วมกัน จะช่วยให้ดำเนินงานมีความคล่องตัว ประสานและแลกเปลี่ยนข้อมูลการดูแลผู้ป่วยจิตเวชอย่างไร้รอยต่อ ออกแบบระบบเฝ้าระวังและดูแลผู้ป่วยจิตเวชไร้ที่พึ่ง และร่วมผลักดันการทำงานให้เป็นประโยชน์ต่อระบบบริการฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตเวชของประเทศไทย เกิดประโยชน์ทั้งต่อผู้ปฏิบัติงานและผู้ป่วยจิตเวชต่อไป

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า จากแจงนับสำรวจคนไร้บ้านทั่วประเทศ โดย สสส. พม. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่าย ปี 2566 พบคนไร้บ้านมีปัญหาสุขภาพจิตที่เห็นได้ชัดอยู่ร้อยละ 19 ของทั้งประเทศ จากการทำงานของเครือข่ายด้านคนไร้บ้าน พบข้อมูลที่ตรงกันว่าคนไร้บ้านที่มีปัญหาสุขภาพจิตส่วนใหญ่ เป็นผู้ป่วยทางจิตอยู่เดิมก่อนจะเข้าสู่ภาวะไร้บ้าน สาเหตุเกิดจากการหลุดหายจากครอบครัว และขาดกระบวนการดูแลในระยะยาว

“ที่ผ่านมา สสส. และภาคีเครือข่าย ได้เน้นประเด็นป้องกันการเข้าสู่ภาวะไร้บ้าน ทำให้จำนวนคนไร้บ้านเพิ่มขึ้นไม่มาก และมีอัตราค่อนข้างคงที่ แต่ความท้าทายสำคัญในปัจจุบัน คือ คนไร้บ้านที่มีปัญหาสุขภาพจิตที่เห็นได้ชัด มีแนวโน้มเพิ่มจากประมาณร้อยละ 10 ในปี 2559 มาเป็นร้อยละ 19 จึงจำเป็นต้องมีวิธีการทำงานเพื่อป้องกันในอีกรูปแบบที่มีความเฉพาะ ซึ่งเอ็มโอยูครั้งนี้ มีความสำคัญที่จะเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างมูลนิธิกระจกเงา ที่ดูแลข้อมูลคนหายซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยทางจิต ข้อมูลผู้รับบริการในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง และสถานสงเคราะห์คนพิการบ้านกึ่งวิถี ของ พม.รวมถึงข้อมูลผู้ป่วยของสถานพยาบาล สังกัดกรมสุขภาพจิต เพื่อสืบค้นประวัติ ครอบครัว ภูมิลำเนาเดิมของคนไร้บ้าน/คนไร้ที่พึ่ง สร้างกระบวนการส่งกลับ ดูแล และฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเพื่อสังคมในอนาคต” นพ.พงศ์เทพ กล่าว