กรมอนามัยสแกนพื้นที่รอบ รง.พลุระเบิด ยันไร้สารปนเปื้อนในแหล่งน้ำ

24.01.24 | 18:30 น.

กรมอนามัยสแกนพื้นที่รอบ รง.พลุระเบิด ยันไร้สารปนเปื้อนในแหล่งน้ำ

วันนี้ (24 มกราคม 2567) พญ.อัจฉรา นิธิอภิญญาสกุล อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จากกรณีเกิดเหตุโรงงานผลิตพลุระเบิด จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ซึ่งส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิตจากแรงระเบิด บ้านเรือนเสียหาย รวมทั้งประชาชนในพื้นที่มีความกังวลอาจได้รับผลกระทบสุขภาพจากสารเคมีที่ใช้ทำพลุปนเปื้อนสิ่งแวดล้อมกรมอนามัย โดยทีม SEhRT ของศูนย์อนามัยที่ 5 ราชบุรี ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำประปาชุมชนเพื่อวิเคราะห์ประเมินความเสี่ยงสารตกค้าง และสำรวจผลกระทบทางสุขภาพในพื้นที่ใกล้เคียงกับจุดเกิดเหตุเพื่อเป็นการเฝ้าระวัง และติดตามผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ภายหลังเกิดเหตุใน ระยะที่ 3 เพื่อสร้างความมั่นใจ ให้ประชาชนในการอาศัยอยู่ในชุมชนและบ้านเรือนได้อย่างปลอดภัย ผลการดำเนินการพบว่า

1.ไม่พบการปนเปื้อนของสารเคมีที่มาจากควันและเขม่าจากพลุที่ระเบิดในอากาศ ดังนั้น จึงไม่มีความเสี่ยงต่อระบบทางเดินหายใจ

2.ไม่พบสารตกค้างที่เป็นส่วนประกอบของพลุ เช่น ไนเตรท ไนไตรท์ ตะกั่ว แคดเมียม ปนเปื้อนในน้ำ ทั้งแหล่งน้ำ ที่อยู่ใกล้เคียงโรงงาน และระบบประปาในชุมชน จึงยืนยันว่าประชาชนสามารถนำน้ำจากประปาชุมชนมา ใช้ในการอุปโภค บริโภคได้ และจากกรณีของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเสียงระเบิดจนมีภาวะหูอื้อ พบว่า ผู้ป่วยรายดังกล่าวขณะนี้ ไม่มีอาการหูอื้อ หรือภาวะแทรกซ้อนใดๆ แล้ว รวมทั้งไม่มีประชาชนในชุมชนมีอาการ หรือผลกระทบอื่นจากเหตุพลุระเบิดเพิ่มเติม ซึ่งจากการติดตามและเฝ้าระวังความเสี่ยงสุขภาพของกรมอนามัย ประชาชนจึงสามารถมั่นใจในการอาศัยในชุมชน บ้านเรือนที่ปลอดภัย ไม่มีการปนเปื้อนของสารเคมีจากโรงงานพลุ ในสิ่งแวดล้อม

Advertisement

“ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่า โรงงานดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตการประกอบกิจการ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การสาธารณสุข พ.ศ.2535 เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยังไม่มีการประกาศใช้ข้อบัญญัติท้องถิ่นในการประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้ไม่มีการควบคุม กำกับ สุขลักษณะการประกอบการตามมาตรฐาน กรมอนามัยจึงขอให้ท้องถิ่นพิจารณาเร่งรัดให้มีการประกาศข้อบัญญัติท้องถิ่นในพื้นที่ เพื่อให้มีอำนาจในการควบคุม กำกับ กำหนดขอบเขตพื้นที่ตั้งที่ปลอดภัย และจัดการสุขลักษณะ ของสถานประกอบกิจการที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด พร้อมทั้งมีระบบป้องกันความเสี่ยงต่อพนักงานและประชาชนบริเวณใกล้เคียง โดยเฉพาะการประกอบการ โรงงานที่เกี่ยวกับสารเคมีอันตราย ที่มีความเสี่ยงและอันตรายต่อสุขภาพร้ายแรง ส่งผลให้เกิดเหตุภัยพิบัติสารเคมีรั่วไหลหรือระเบิด และค่อนข้าง มีความรุนแรง สร้างความเสียหายและอันตรายกับประชาชน เพื่อป้องกันและลดผลกระทบทั้งทางด้านสุขภาพอนามัยสิ่งแวดล้อม ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้” พญ.อัจฉรา กล่าว