สปสช.เผย 3 เดือน ‘มะเร็งครบวงจร’ 5 สิทธิใหม่ ดูแลผู้ป่วยบัตรทอง 3.5 แสนคน 2.2 ล้านครั้ง
วันนี้ (4 กุมภาพันธ์ 2567) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมรณรงค์วันมะเร็งโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 4 กุมภาพันธ์ของทุกปี โดยเร่งจัดระบบรองรับ “มะเร็งครบวงจร” ให้แก่ประชาชนที่ใช้สิทธิหลักประกันสุขแห่งชาติ หรือ บัตรทอง 30 บาท ตามนโยบายเร่งด่วน (Quick win) ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการ สธ. ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) กล่าวว่า วันที่ 4 กุมภาพันธ์ของทุกปี องค์การอนามัยโลกและสมาคมต่อต้านมะเร็งสากล กำหนดให้เป็นวันมะเร็งโลก (World Cancer Day) เพื่อรณรงค์ทั่วโลกให้ตระหนักต่อปัญหาสุขภาพจากโรคมะเร็งนี้ ด้วยเป็นโรคที่มีความเจ็บป่วยที่รุนแรง มีความซับซ้อนของการรักษาพยาบาลและมีค่าใช้จ่ายในการดูแลที่สูงมาก ทั้งยังเป็นโรคที่ยากต่อการป้องกัน เนื่องจากในมะเร็งหลายชนิดยังไม่สามารถระบุถึงสาเหตุของการเกิดโรคที่ชัดเจนได้ ดังนั้น รัฐบาล โดย สธ. จึงกำหนดให้มะเร็งครบวงจร เป็นหนึ่งในนโยบายควิกวินเพื่อดูแลโรคมะเร็งอย่างครบวงจร ตั้งแต่การป้องกัน การรักษา การฟื้นฟู ที่รวมไปถึงการดูแลผู้ป่วยมะเร็งในระยะสุดท้าย ซึ่งในส่วนของการดำเนินการภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ผ่านมา สปสช.ได้เพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ที่เป็นการสนับสนุนนโยบายเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มการเข้าถึงรักษาที่มีประสิทธิภาพ การเดินหน้าการตรวจคัดกรองโรคเชิงรุก
รัฐมนตรีว่าการ สธ. กล่าวว่า ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 ที่ได้มีการประกาศนโยบายมะเร็งครบวงจร ภายใต้สิทธิบัตรทองได้ดำเนินการตามนโยบายโดยบรรจุสิทธิประโยชน์ต่างๆ ด้านมะเร็งออกมารองรับเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นบริการทางการแพทย์ขั้นสูง อาทิ
บริการฝังแร่เฉพาะที่เพื่อรักษาผู้ป่วยที่มีเนื้องอกในตา (Plaque brachytherapy) เพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงการรักษาในระยะเริ่มแรกก่อนที่จะลุกลามสู่มะเร็งและสูญเสียดวงตา ปัจจุบันประเทศไทยมี โรงพยาบาล (รพ.) รามาธิบดี เพียงแห่งเดียวที่ให้บริการรักษาด้วยวิธีนี้
บริการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ เป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัย มีความแม่นยำในการผ่าตัดโดยเฉพาะในตำแหน่งที่เข้าถึงได้ยาก ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดได้ ให้บริการในมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง มะเร็งตับ และตับอ่อนและท่อน้ำดี
บริการรักษาด้วยรังสีโปรตอน เป็นเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงสุดและมีประสิทธิผลในการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง มีอัตราการควบคุมโรคเฉพาะที่และมีอัตราของการรอดชีวิตสูงในกลุ่มโรคมะเร็งสมองในเด็ก ลดผลข้างเคียงเมื่อเปรียบเทียบกับการฉายรังสีโฟตอนแบบเดิม ปัจจุบันมีศูนย์โปรตอนสมเด็จพระเทพฯ รพ.จุฬาลงกรณ์ เพียงแห่งเดียวที่ให้บริการนี้
นพ.ชลน่าน กล่าวว่า สำหรับในส่วนของบริการตรวจคัดกรองมะเร็งเชิงรุกนั้น ล่าสุด เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา บอร์ด สปสช. ยังได้เห็นชอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม 2 รายการ ให้กับคนไทยทุกสิทธิ คือ บริการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ ปีละ 1 ครั้ง ในหญิงไทย อายุ 40 ปีขึ้นไป ทุกสิทธิการรักษาพยาบาลที่มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม กำหนดเป้าหมายบริการตรวจคัดกรองในปี 2567 จำนวน 40,600 ราย ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมระบบเครือข่ายบริการเพื่อรองรับ และเพื่อให้เกิดการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเพื่อรับการตรวจคัดกรอง สปสช. ยังได้ร่วมกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ ออกแบบประเมินคัดกรองสุขภาพเพื่อประเมินความเสี่ยงและการรับสิทธิตรวจคัดกรองยีน BRCA1/BRCA2 ผ่าน google forms ที่เป็นการกระตุ้นเตือนให้กลุ่มเป้าหมายเห็นความสำคัญในการเข้ารับบริการตรวจคัดกรองนี้ พร้อมจัดระบบให้คำแนะนำและประสานส่งต่อโดยสายด่วน สปสช.1330
“นอกจากนี้ สิทธิประโยชน์การตรวจด้วยการตรวจปัสสาวะชุดตรวจพยาธิใบไม้ตับสำเร็จรูปชนิดเร็ว (OV-Rapid Diagnosis Test : OV-RDT) ด้วยตนเอง (Self test) ทางเลือกเพิ่มเติมในการตรวจคัดกรองโรคพยาธิใบไม้ตับและโรคมะเร็งท่อน้ำดีสำหรับคนไทยทุกสิทธิอายุ 15 ปี ขึ้นไปที่เป็นกลุ่มเสี่ยง คือเคยติดเชื้อหรือเคยกินยาพยาธิใบไม้ตับ หรือมีประวัติการกินปลาน้ำจืดสุกดิบ โดยรับชุดตรวจคัดกรองฯ ได้ที่หน่วยบริการ นวัตกรรมใกล้บ้าน เช่น ร้านยา คลินิกพยาบาล คลินิกเวชกรรมทั่วไป ฯลฯ เพื่อทำการตรวจคัดกรองด้วยตนเอง ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดเตรียมระบบบริการเช่นกัน” นพ.ชลน่าน กล่าว
ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า บอร์ด สปสช. ยังสนับสนุนการจัดระบบดูแลผู้ป่วยมะเร็งในระยะสุดท้าย ตามนโยบาย “สถานชีวาภิบาล” ที่เป็นควิกวินของรัฐบาลด้วยเช่นกัน โดยการประชุมบอร์ด สปสช. เมื่อเดือนธันวาคม 2566 มีมติเห็นชอบให้ หน่วยงานหรือองค์กรที่ให้บริการดูแลผู้ป่วยติดเตียง บริการดูแลแบบประคับประคองและระยะท้าย เป็นสถานบริการสาธารณสุข ตามมาตรา 3 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2545 กำหนดเป็น หน่วยบริการส่งต่อเฉพาะด้านชีวาภิบาล หรือ หน่วยชีวาภิบาล ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเบิกจ่ายค่าบริการดูแลผู้ป่วยได้ตามสิทธิประโยชน์และหลักเกณฑ์ภายใต้ระบบบัตรทอง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยบริการที่เป็นวัด โบสถ์คริสต์ มัสยิด หรือ มัสยิด หรือองค์กรเอกชนที่ทำเรื่องนี้ เช่น ชุมชนกรุณา (peaceful death) ชีวามิตร เยือนเย็น เครือข่ายมิตรภาพบําบัด ชมรมผู้ป่วยหรือเครือข่ายจิตอาสาต่างๆ รวมทั้ง สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (nursing home) เป็นต้น ทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลและไม่ถูกทอดทิ้ง
“ข้อมูลในระบบ สปสช. ปีงบประมาณ 2566 มีผู้ป่วยมะเร็งในระบบบัตรทอง 30 บาท ที่ยังคงมีชีวิตอยู่ จำนวน 353,828 คน เข้ารับบริการรักษาพยาบาล จำนวน 2,205,097 ครั้ง รวมเป็นงบประมาณค่าใช้จ่าย 9,764.41 ล้านบาท โดยในปีงบประมาณ 2567 สปสช. ยังคงจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลผู้ป่วยมะเร็งต่อเนื่อง พร้อมมีนโยบายที่มุ่งเน้นไปที่บริการตรวจคัดกรองเพื่อค้นหาผู้ป่วยมะเร็งในระยะเริ่มต้น ที่นอกจากป้องกันภาวะเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิตจากมะเร็งแล้ว ยังเป็นการประหยัดงบประมาณประเทศเพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ค่ารักษาโรคมะเร็งมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากๆ” นพ.จเด็จ กล่าว
เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า สิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้งหมดข้างต้นนี้ เป็นสิทธิประโยชน์ด้านมะเร็งที่เกิดขึ้นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่รองรับมะเร็งครบวงจรที่เป็นนโยบายเร่งด่วน แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยมะเร็งและประชาชนที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ขณะเดียวกันยังเป็นไปตามเป้าหมายของตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ ในการดูแลประชาชนให้เข้าถึงบริการสาธารณสุขที่จำเป็นได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึง ทั้งนี้ หากประชาชนทีต้องการรับบริการมีข้อสงสัย หรือสอบถามเพิ่มเติม สามารถสอบถามผ่านสายด่วน สปสช.1330 ได้ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ของ สปสช.

