รพ.ศูนย์ฯ ม.วลัยลักษณ์ โชว์ศักยภาพบริการรักษาโรคซับซ้อน ดูแลผู้ป่วยพื้นที่ภาคใต้ตอนบน
วันนี้ (6 กุมภาพันธ์ 2567) นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช ให้สัมภาษณ์ภายหลังพิธีส่งมอบงานผู้อำนวยการ รพ.ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ว่า ขณะนี้ รพ.ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ หรือ รพ.วลัยลักษณ์ มีความพร้อมในการเป็นโรงพยาบาลที่ให้การรักษาในระดับตติยภูมิสำหรับพื้นที่ภาคใต้ตอนบน โดยเปิดรับทุกสิทธิการรักษา รวมถึงผู้ป่วยสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง 30 บาท ซึ่งจะทำให้ประชาชนที่เจ็บป่วยด้วยโรคที่มีความซับซ้อนได้รับการรักษาขั้นสูงโดยไม่ต้องเดินทางไกลไปถึง รพ.สงขลานครินทร์ จ.สงขลา

นพ.อารักษ์ กล่าวว่า รพ.วลัยลักษณ์ ปัจจุบันมี 426 เตียง และจะเพิ่มอีก 114 เตียง ภายในกลางปี 2567 รวมแล้วประมาณ 540 เตียง มีทั้งบุคลากรทางการแพทย์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่เพียบพร้อม ยกเว้นบริการแพทย์เฉพาะทางบางสาขาเท่านั้น ซึ่งเดิม รพ.มีผู้รับบริการไม่มาก เป็นกลุ่มผู้ป่วยที่เบิกจ่ายเงินได้ เช่น ข้าราชการ ประกันสังคม ขณะที่ผู้มีสิทธิบัตรทองที่รับบริการจะมีเฉพาะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฯ ประมาณ 1,900 คน เท่านั้น
นพ.อารักษ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ด้วยปัจจุบันที่ รพ.ได้พัฒนาศักยภาพบริการและมีความพร้อมเพิ่มเติม ประกอบกับนโยบายของ ศ.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ต้องการขยายบริการให้ผู้ป่วยทุกสิทธิสามารถเข้ารับการรักษาซึ่งรวมถึงสิทธิบัตรทอง ประจวบกับ “นโยบาย 30 บาท บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่” ของรัฐบาลที่รุกพัฒนาระบบบัตรทอง โดยให้ผู้ป่วยที่ใช้สิทธิสามารถเข้ารับบริการได้ทุกที่ในหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คาดการณ์ว่าหลังจากนี้ รพ.วลัยลักษณ์ จะมีผู้ป่วยมาเข้ารับบริการเพิ่มขึ้น

“จากการพัฒนาศักยภาพของโรงพยาบาลที่ยกระดับเป็นศูนย์การแพทย์ ที่มีความพร้อมให้บริการ โดยรวมถึงโรคที่มีความซับซ้อน ดังนั้น เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่เป็นประโยชน์มากที่สุด ทาง รพ.จึงเปิดให้บริการประชาชนทุกสิทธิการรักษาพยาบาล ที่นอกจากเป็นการดูแลผู้ป่วยในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนแล้ว ยังเป็นการลดการเดินทางให้กับผู้ป่วย” นพงอารักษ์ กล่าวและว่า สำหรับความพร้อมในด้านต่างๆ นั้น ปัจจุบันมีศูนย์เชี่ยวชาญที่พร้อมให้บริการประชาชนในหลายๆ ด้าน ประกอบด้วย ศูนย์ความเชี่ยวชาญด้านอุบัติเหตุ ศูนย์ความเชี่ยวชาญด้านศัลยศาสตร์ระบบทางเดินอาหาร ศูนย์ความเชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ ศูนย์ความเชี่ยวชาญด้านจักษุ แม้แต่กรณีการผ่าตัดโรคหัวใจ ก็มีหมอทางด้านศัลยศาสตร์โรคหัวใจและทรวงอก และให้การรักษาไปหลายรายแล้ว ถือว่ามีความพร้อมให้บริการรองรับพื้นที่ภาคใต้ตอนบน และโรงพยาบาลก็ได้มีการประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลในเครือข่ายทุกระดับ ทั้งโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน หรือ รพ.ทหารบกค่ายวชิราวุธ หรือแม้แต่โรงพยาบาลเอกชนก็จะประสานการส่งต่อผู้ป่วยระหว่างกันให้ได้รับการดูแลที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ในบางโรคที่ยังไม่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก็จะอาศัยความร่วมมือในการไปเชิญแพทย์จากโรงพยาบาลชั้นนำมารักษาอีกด้วย
ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า จากการเยี่ยมชมความพร้อมของ รพ.ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ถือว่ามีความพร้อมในการเป็นโรงพยาบาลรับส่งต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคซับซ้อนในเขตภาคใต้ตอนบน ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อนมากๆ อย่างโรคหัวใจ โรคปอด สมอง และกระดูก เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีความพร้อมด้านจักษุแพทย์ในทุกสาขา
“หลังจากนี้จะสามารถกระจายผู้ป่วยสิทธิบัตรทองให้ไปรับบริการที่โรงพยาบาลได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ด้วยความที่เป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย สปสช. จะร่วมมือกับโรงพยาบาลในด้านการวิจัยต่างๆ โดยพร้อมสนับสนุนงบประมาณและข้อมูลแก่บุคคลากรของโรงพยาบาลสำหรับนำไปวิเคราะห์วิจัย และในอนาคตก็จะขับเคลื่อนในด้านการผลิตอุปกรณ์การแพทย์ต่อไป” นพ.จเด็จ กล่าว

