ไทยติด ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ งอมแงม 2 ปี เพิ่ม 10 เท่า สช.-ภาคี ห่วงเด็กเข้าถึงเร่งสื่อสารพิษภัย

12.02.24 | 15:24 น.

ไทยติด ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ งอมแงม 2 ปี เพิ่ม 10 เท่า สช.-ภาคี ห่วงเด็กเข้าถึงเร่งสื่อสารพิษภัย

วันนี้ (12 กุมภาพันธ์ 2567) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดประชุมการพัฒนานโยบายสาธารณะประเด็นการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า เรื่อง การสร้างการรับรู้/การสื่อสารและการบังคับใช้กฎหมาย โดยมี ศ.เกียรติคุณ พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ ประธานคณะกรรมการพัฒนานโยบายสาธารณะประเด็นการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า เป็นประธาน มีตัวแทนภาคีเครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมจำนวนมาก

ศ.พญ.สุวรรณา เปิดเผยว่า สิ่งที่จะต้องเร่งหาแนวทางร่วมกันในขณะนี้ คือ การสร้างการรับรู้โทษจากภยันตรายและการเสพติดของบุหรี่ไฟฟ้าให้แก่เด็ก เยาวชน รวมถึงสาธารณชน ซึ่งพบว่า สังคมยังมีความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2 ปีหลังมานี้ ที่การระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นจำนวนการสูบในกลุ่มคนทั่วไป อายุ 15 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นจาก 7.8 หมื่นคน ในปี 2564 กลายเป็น 7 แสนคนในปี 2565 หรือเพิ่มถึง 10 เท่า และที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ อัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กนักเรียนไทย อายุ 13-15 ปี เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 8.1 ในปี 2564 เป็นร้อยละ 17.6 ในปี 2565

ศ.พญ.สุวรรณา กล่าวว่า ที่ผ่านมา ยอดขายของบุหรี่มวนแบบดั้งเดิมมีอัตราต่ำลงทั่วโลก อันเป็นผลจากการร่วมกันรณรงค์ถึงโทษและพิษภัยที่มีมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม เมื่อบริษัทบุหรี่เริ่มอยู่ไม่ได้ จึงได้พบกับบุหรี่ไฟฟ้าที่เข้ามาเป็นนวัตกรรมใหม่ของวงการ ด้วยการสร้างมายาคติว่า มีความปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน แต่ปัจจุบันข้อมูลทางวิชาการล้วนยืนยันแล้วว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้มีความปลอดภัยแต่อย่างใด โดยจะเห็นได้ว่าบุหรี่มวนใช้เวลา 30-50 ปี จึงเริ่มมีรายงานการก่อโรคมะเร็งในส่วนต่างๆ ของร่างกาย แต่กับบุหรี่ไฟฟ้าที่เพิ่งเกิดขึ้นมาไม่เกิน 15 ปี ขณะนี้มีรายงานแล้วว่า เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งมากกว่าคนที่ไม่สูบถึง 2.2 เท่า

Advertisement

“อย่างเดียวที่บุหรี่ไฟฟ้าเคลมแล้วเป็นจริง คือ การไม่มีสาร ทาร์ หรือน้ำมันดินที่เกิดจากการเผาไหม้แบบบุหรี่มวน แต่สารเคมีที่เหลืออีกกว่า 7,000 ชนิดมีเท่าเทียมกัน ซ้ำร้ายในบุหรี่ไฟฟ้ากลับมีนิโคตินสังเคราะห์ ที่ทำให้ร่างกายดูดซึมได้เยอะขึ้น เร็วขึ้น และเติมได้ไม่จำกัด ต่างจากบุหรี่มวนที่มีนิโคตินธรรมชาติในปริมาณคงที่มาจากโรงงาน และสิ่งสำคัญคือ การปรุงแต่งน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าจนมีความหอม หวาน มีรสชาติมากกว่า 16,000 ชนิด ซึ่งกลายเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กและเยาวชนทั่วโลกเลือกสูบ และยังสามารถทำให้เสพติด โดยไม่พบว่าช่วยในการเลิกบุหรี่มวนได้แต่อย่างใด” ศ.พญ.สุวรรณา กล่าว

นายวศิน พิพัฒนฉัตร เลขานุการคณะกรรมการพัฒนานโยบายฯ กล่าวว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยมี 4 ฉบับ ได้แก่ 1.ประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ.2557 ที่กำหนดในเรื่องของการห้ามนำเข้า 2.คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 กำหนดห้ามขาย และห้ามให้บริการ 3. พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ศุลกากร พ.ศ.2560 ห้ามนำเข้า และห้ามครอบครอง 4.พ.ร.บ.ควบคุม ผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 ห้ามสูบในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งทั้งหมดนี้มีทั้งในส่วนของโทษปรับและโทษจำคุกด้วย

“ถ้าพิจารณาจากสถานะทางกฎหมาย บุหรี่ไฟฟ้าสามารถเทียบเคียงได้กับการเป็นยาเสพติด เพราะมีทั้งการห้ามนำเข้า ห้ามขาย ห้ามให้บริการ รวมถึงห้ามครอบครอง คำถามคือ ขณะนี้มีถือกันอยู่ในมือของคนทั่วไปได้อย่างไร ดังนั้น จึงเป็นประเด็นที่เราต้องสร้างการรับรู้เรื่องกฎหมาย เพราะยังมีคนที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้กันอีกมาก รวมทั้งต้องมาร่วมกันหาแนวทางในการเฝ้าระวัง บังคับใช้กฎหมาย และยืนยันถึงความจำเป็นของนโยบายและมาตรการในป้องกันและปราบปรามการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า” นายวศิน กล่าว

ขณะที่ ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ที่ปรึกษาคณะกรรมการพัฒนานโยบายฯ กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่เอาบุหรี่มวน แต่กระโจนเข้าสู่การใช้บุหรี่ไฟฟ้า เพราะไม่รู้ถึงพิษภัย และด้วยเพราะการตลาด ซึ่งข้อมูลผลสำรวจของเด็กนักเรียนชั้นมัธยมในประเทศไทยพบว่า ร้อยละ 35 ไม่เชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าทำให้ปอดอักเสบ และ ร้อยละ 40 ไม่เชื่อว่าทำให้เกิดหัวใจวาย ทั้งที่สิ่งเหล่านี้ได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์และมีรายงานแล้ว เพราะฉะนั้นจะต้องให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องกับเด็ก เยาวชน และสังคม

ด้าน นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการ สช. กล่าวว่า แม้เป็นเรื่องที่ยาก แต่เชื่อว่าไม่เกินความสามารถของภาคีเครือข่ายที่จะร่วมกันยกระดับประเด็นนี้ไปสู่ความสำเร็จได้ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับร่างข้อเสนอเชิงนโยบายที่ได้ร่วมกันหารือในครั้งนี้ จำนวน 8 ข้อ ได้แก่ 1.บูรณาการการเรียนการสอนรู้เท่าทันพิษภัยและการตลาดของบุหรี่ไฟฟ้า ในระบบการศึกษาแต่ละระดับ 2.ร่วมกันเผยแพร่ภยันตรายและการเสพติดของบุหรี่ไฟฟ้า และเป็นแบบอย่างของการไม่สูบ 3.เฝ้าระวังเนื้อหาที่เกี่ยวกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าผ่านสื่อต่างๆ 4.ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง ทั้งการขายในสถานที่และในระบบออนไลน์ พร้อมติดตามสืบหาต้นตอของผู้กระทำความผิด 5.เสนอให้รัฐบาลคงไว้ซึ่งนโยบายห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า 6.ร่วมกันเฝ้าระวังและเปิดโปงกลยุทธ์ของบริษัทบุหรี่ พร้อมป้องกันการแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบผ่านช่องทางต่างๆ 7.ควบคุม ปราบปราม ดำเนินการทางกฎหมายต่อร้านค้าบุหรี่ไฟฟ้า รวมทั้งมีแนวทางปฏิบัติให้กับผู้ให้บริการธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์ ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจไปรษณีย์และขนส่งเอกชน 8.ร่วมกันสื่อสารให้เครือข่ายในทุกระดับตระหนักถึงความสำคัญและร่วมกันปกป้องเด็กและเยาวชนจากการเสพติดบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมเฝ้าระวังการตลาดของบุหรี่ไฟฟ้าที่มุ่งเป้าไปยังเด็กและเยาวชนในระดับพื้นที่