ฟังคำตอบ ‘นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี’ สปสช.อยู่จุดไหนใน ’30บาทรักษาทุกที่’

13.02.24 | 18:30 น.

ย้อนไปเมื่อ 23 ปีที่แล้ว เมื่อครั้งที่ บัตรทองŽ หรือโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคŽ ก่อกำเนิดขึ้นในประเทศไทยในฐานะ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติŽ ของประเทศ

นโยบายในขณะนั้น ถูกโจษขานถึงในฐานะ การปฏิรูประบบสุขภาพŽ ครั้งใหญ่ที่เขย่าประเทศอย่างสะเทือนเลื่อนลั่น

 

แน่นอน ภาพจำของผู้คนส่วนใหญ่ นี่คือผลงานมาสเตอร์พีซของ พรรคไทยรักไทยŽ โดยมี สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นกลไกหลักขับเคลื่อนระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและงบประมาณ ที่ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายสุขภาพและภาคประชาชน

Advertisement

ผ่านไป 23 ปี วันนี้ พรรคเพื่อไทยŽ หรือ พรรคไทยรักไทยในอดีต กลับมาอีกครั้งในจังหวะคล้ายเดิม คือ เป็นแกนนำรัฐบาล ครองเก้าอี้นายกรัฐมนตรีและเบอร์ 1 กระทรวงสุขภาพ อย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

ครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยได้ตอกย้ำแบรนด์ 30 บาทŽ ให้ตรึงอยู่ในใจประชาชนอีกครั้ง

นายเศรษฐา ทวีสินŽ นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 ตอนหนึ่งว่า จะ ยกระดับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคŽ ให้มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และมีคุณภาพยิ่งขึ้นด้วยบริการขั้นพื้นฐานและบริการสาธารณสุขที่เพิ่มความสะดวกเข้าถึงได้ผ่าน บัตรประชาชนใบเดียวŽ หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียวŽ

ภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายนี้ สปสช.ยังคงเป็นกลไกหลักเช่นเดิม

มติชนŽ ได้สัมภาษณ์ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารีŽ เลขาธิการ สปสช. ที่ฉายภาพให้เห็นถึงบทบาทและการทำงานของ สปสช. ภายใต้นโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว

“ต้องยอมรับว่านโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ประกาศเป็นครั้งแรกโดยพรรคเพื่อไทยในลักษณะของแคมเปญหาเสียง ในตอนนั้น สปสช.ไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำหรือวางกระบวนการใดๆ เพราะเป็นเรื่องของพรรคการเมือง”Ž นพ.จเด็จ กล่าวก่อนจะอธิบายต่อไปว่า แต่เชื่อว่าพรรคการเมืองต่างๆ เวลาประกาศนโยบายด้านสาธารณสุข หรือด้านไหนก็ตาม น่าจะมีการดูข้อมูลสถานการณ์ในด้านนั้นๆ ในแต่ละช่วงจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ และ สปสช.ก็เป็นหนึ่งในนั้น เช่น ด้านสาธารณสุข คือ การเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนที่โรงพยาบาลที่มีความแออัด ก่อนจะต่อยอดไปเป็นนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น


“ช่วงเลือกตั้ง เราได้ติดตามนโยบายพรรคการเมือง เพื่อดูทิศทางว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งไม่ได้ดูพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ศึกษานโยบายของทุกพรรค ทั้งก้าวไกล เพื่อไทย ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ ฯลฯ เพราะเราต้องเตรียมตัว ไม่ว่าพรรคไหนจะเป็นรัฐบาล ถ้ามีการประกาศนโยบายต่อสภา สปสช.ในฐานะหน่วยงานรัฐก็ต้องสนับสนุนอยู่แล้วตามกฎหมาย”Ž

เตรียมพร้อมไม่ต้องรอกดปุ่ม

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ฝุ่นหายตลบในช่วงจัดตั้งรัฐบาล และชัดว่า พรรคเพื่อไทยŽ จะเป็นแกนนำ นพ.จเด็จเผยว่า นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์Ž ปลัด สธ. ได้มีการเรียกประชุมทุกกรม กอง รวมถึง สปสช. เพื่อร่วมพูดคุยถึงนโยบายสาธารณสุขด้านต่างๆ ของพรรคเพื่อไทยอยู่หลายครั้ง แน่นอนว่าหมายรวมนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ด้วย เนื่องจากการจะดำเนินนโยบายต่างๆ ไม่สามารถรอให้กระบวนการทุกอย่างมาเริ่มตอนรัฐมนตรีว่าการ สธ.มาถึงเพื่อกดปุ่มแล้วค่อยเริ่ม แต่ต้องมีการเตรียมข้อมูล ข้อจำกัด โอกาส ฯลฯ เพื่อเสนอข้อมูลประกอบการตัดสินใจของรัฐบาลผ่านทางรัฐมนตรีว่าการ สธ.ได้เลยว่า ขณะนี้มีความพร้อมอะไร และต้องเพิ่มเติมในส่วนไหนในการทำให้นโยบายเกิดขึ้นจริงได้

 

ข้อดีคือ ปลัด สธ. ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการนำในนโยบายนี้ ที่ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยตั้งแต่เนิ่นๆ อีกทั้งหลายหน่วยงานต่างมีประสบการณ์ในโครงการใหญ่ๆ มาแล้ว ทำให้เมื่อต้องเดินหน้านโยบาย ก็ทำงานกันได้อย่างรวดเร็ว

ต้องยกความดีให้กับ สธ.ว่าทำงานกันเร็ว เห็นได้จาก Quick win หรือของขวัญปีใหม่ ที่ออกมา มีรายละเอียดครบถ้วน ชัดเจนว่าจะทำอะไร อย่างไรŽ

ขณะเดียวกัน การจัดตั้ง คณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติŽ หรือ ซุปเปอร์บอร์ดสุขภาพŽ ยังทำให้เริ่มเห็นรูปธรรมในเชิงนโยบายมากขึ้นจากรัฐบาล เพราะมีการเชิญทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาเข้าร่วมเป็นกรรมการ ไม่ว่าจะภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม เพื่อมาเสนอข้อมูลและร่วมพิจารณานโยบายนี้

ส่วนบทบาท สปสช.นั้น นพ.จเด็จ บอกว่า ได้วางระบบรองรับการร่วมขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ ให้การเบิกจ่ายทำได้อย่างรวดเร็วหลังจากประชาชนรับบริการแล้ว ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับหน่วยบริการ ไม่แต่เฉพาะหน่วยบริการสังกัด สธ.เท่านั้น และรวมถึงหน่วยบริการสังกัดอื่นๆ และหน่วยบริการนวัตกรรม เป็นต้น ขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบอร์ด สปสช. ที่มี นพ.ชลน่าน ศรีแก้วŽ รัฐมนตรีว่าการ สธ.เป็นหัวเรือใหญ่ ทำให้ สปสช.มีความพร้อมไม่ว่าจะเป็นการนำร่องในจังหวัดใด
รัฐมนตรีว่าการ สธ.เข้าใจบทบาทของ สปสช. แม่นเรื่องกฎหมาย รวมถึงงบประมาณ และได้สื่อสารถึงความคาดหวังของนโยบาย และความคาดหวังของประชาชนต่อนโยบายกับบอร์ด สปสช. เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนให้นโยบายประสบความสำเร็จŽ

30 บาทรักษาทุกที่ ยุคปฏิรูปเทคโนโลยีสารสนเทศระบบสุขภาพ

หลังจากที่นโยบายขับเคลื่อน มีเสียงสะท้อนว่าไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง บัตรประชาชนใบเดียวก็ใช้กันอยู่แล้ว นพ.จเด็จระบุว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือ การปฏิรูปเทคโนโลยีสารสนเทศครั้งใหญ่ที่เป็นงานหลังบ้าน โดยนำข้อมูลการให้บริการสุขภาพในระบบมารวมกัน ที่จะเพิ่มความสะดวกให้ประชาชนในการใช้สิทธิมากขึ้น ซึ่งอาจจะมองได้ว่าเป็นสิ่งธรรมดา แต่ถ้าในระดับโลกประเทศที่ทำเรื่องนี้สำเร็จมีน้อยมาก อีกทั้งถ้ารวมได้จริง ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากบิ๊กดาต้า เราอาจจะจินตนาการไม่ถูกเลยก็ได้

นอกจากนี้ นโยบายนี้ยังได้สร้างความเข้มแข็งให้กับระบบบริการปฐมภูมิ เพราะการไปที่ไหนก็ได้ ทำให้หน่วยงานต่างๆ ในระบบสุขภาพ ยิ่งต้องสร้างความเข้มแข็งของระบบบริการ ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในคุณภาพและบริการ และรู้สึกได้ว่าการรับบริการปฐมภูมิ ไม่ว่าจะที่ไหนก็เหมือนกัน และเลือกเข้ารับบริการกับหน่วยบริการที่อยู่ใกล้ สะดวก ไม่ต้องเดินทางไกล ที่สำคัญคือ ลดความแออัดของผู้ป่วยในโรงพยาบาล นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับระบบสุขภาพของประเทศจากนโยบายนี้

สนใจปัญหาžมากกว่าความสำเร็จž

นับตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2567 ที่ได้เริ่มนำร่องนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ถึงขณะนี้ เป็นเวลากว่า 1 เดือนแล้ว นพ.จเด็จอธิบายว่า สิ่งที่ สปสช.กำลังติดตาม ไม่ใช่ในส่วนของความสำเร็จ แต่เป็นการมุ่งค้นหาปัญหาและอุปสรรค เพื่อแก้ไข อุดช่องว่าง ซึ่งในการประชุมติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของ สปสช. ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ สปสช. มอนิเตอร์ในพื้นที่ และรายงานไปยังส่วนกลาง แต่ยังไม่พบปัญหาที่ทำให้เกิดติดหล่มแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ยังมีการขยายคู่สายของสายด่วน สปสช. 1330 ด้วยคาดการณ์ว่า อาจเกิดปัญหาที่หน้างาน เพื่อที่ สปสช.จะเข้าไปช่วยได้ทัน รวมทั้งได้ส่งเจ้าหน้าที่ สปสช.กว่า 100 คน ลงพื้นที่ 4 จังหวัดนำร่อง ถึงวันนี้สายที่โทรเข้าส่วนใหญ่จะเป็นการถามวิธีการรับบริการจากประชาชน และเชิงระบบจากหน่วยบริการมากกว่า ยังไม่มีการสะท้อนปัญหาหรืออุปสรรคในการรับบริการ
ปริมาณสายไม่มากอย่างที่คิด อาจจะเกิดปัญหาแล้วถามกันภายในจังหวัดก็รู้เรื่อง แต่ถ้าเกิดประเด็นปัญหาขึ้น สปสช.ก็พร้อมแก้ไข ส่วนประเด็นที่พูดกันมากคือ Shopping Around หรือไม่ ขณะนี้ยังไม่พบปัญหาเช่นกัน ซึ่งในเรื่อง Shopping Around นี้ มีการเซตระบบว่า ถ้าพบกรณีรับบริการเป็นครั้งที่ 2 ในเวลาใกล้เคียงกัน จะส่งข้อมูลเพื่อเป็นสัญญาณเตือนไปให้สถานพยาบาลทันที โดยประสานจัดทำระบบในโรงพยาบาลจากทั่วประเทศแล้วŽ

เกาะกระแสเปลี่ยนแปลง โอกาสปรับปรุงระบบ
แม้จะไม่ได้มีการสะท้อนปัญหามาโดยตรง แต่ นพ.จเด็จกล่าวว่า แต่จากข้อมูลการรับบริการ ก็มีบางเรื่องที่ควรตรวจสอบ เช่น บางโรงพยาบาลที่มีการเบิกจ่ายงบสูงมากหลังคิกออฟนโยบาย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ สปสช.คาดการณ์ว่าจำนวนการรับบริการที่เพิ่มขึ้น ควรอยู่ในส่วนนวัตกรรมบริการสาธารณสุขวิถีใหม่ เช่น คลินิกเวชกรรม ร้านยา ฯลฯ มากกว่า เพราะมีความสะดวกกว่า อย่างไรก็ตาม จากการติดตามทางโรงพยาบาลดังกล่าวก็แจ้งว่า ได้มีการสลับบริการบางอย่างไปไว้ที่โรงพยาบาลจากเดิมที่ผู้ป่วยต้องรับบริการดังกล่าวที่อื่น นอกจากนี้ ในอดีตกรณีการส่งตัว โรงพยาบาลต้องตามจ่ายกันเอง แต่วันนี้ไม่ต้องมีใบส่งตัวแล้ว โดยระบบจะจ่ายตรง ซึ่ง สปสช.กำลังดูรายละเอียด

“ตอนนี้เรากำลังเซตระบบที่เรียกว่า มอนิเตอร์เชิงรุก คือข้อมูลทุกอย่างที่มาถึงเราจะใกล้เรียลไทม์ และถ้ามีการเบิกผิดพลาด เราจะมีสิ่งที่เรียกว่า pre-audit กับ post-audit อย่างรวดเร็ว เพื่อให้โรงพยาบาลสบายใจว่า เราไม่มีโอกาสเรียกเงินคืนŽ”

นพ.จเด็จ กล่าวว่า สิ่งต่างๆ ที่ สปสช.ทำอยู่นี้ ถือว่าเป็นโอกาสในการปรับระบบที่เป็นการเกาะกระแสของการปฏิรูป ควบคู่กับปัจจุบันที่มีคลื่นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม และจากการปฏิรูประบบสุขภาพจากนโยบายนี้ คาดการณ์ว่าอีก 2-3 ปีจากนี้ ระบบสุขภาพของประชาชนดีขึ้น

ส่วนข้อกังวลที่ว่า นโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ จะทำให้คนแห่ไปที่โรงพยาบาลใหญ่กันนั้น นพ.จเด็จอธิบายว่า จากข้อมูลการใช้บริการพบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นจริง แต่ขณะเดียวกัน ฝั่งของนวัตกรรมบริการสาธารณสุขวิถีใหม่ ก็มีการรับบริการจำนวนมากเช่นกัน ฉะนั้น อาจสะท้อนได้ว่า ที่ผ่านมามีคนกลุ่มหนึ่งที่อาจจะไม่ได้รับบริการ แต่ตอนนี้เข้าถึงบริการมากขึ้น

“ย้ำว่า ทั้งหมดมันเป็นการนำร่อง ไม่มีอะไรถูกต้อง ออกแบบวันแรกกับวันสุดท้ายอาจจะไม่เหมือนกัน แต่เราอยากจะรู้ว่า ที่ไม่ถูกต้องจะต้องปรับอย่างไร ซึ่งภายในสิ้นปีนี้จากงบที่ขอเพิ่มไปกว่า 7,000 ล้านบาท เพื่อมารองรับนโยบายนี้ เป็นเม็ดเงินที่เพียงพอและหวังว่าจะทำให้ 30 บาทรักษาทุกที่ขยายไปทั่วประเทศได้Ž”

กางแนวทางเฟส 2 สปสช.จะทำอะไรบ้าง

ส่วนเฟส 2 เดือนมีนาคม 2567 ในอีก 8 จังหวัดนั้น เลขาธิการ สปสช.กล่าวว่า จากที่ประชุมมาก็เริ่มเห็นแล้วว่าจะต้องมีการปรับอะไร เพื่อพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม โดยมีราว 11 ประเด็น เช่น ระบบการจ่ายเงินบางบริการต้องเปลี่ยน ระบบข้อมูลข่าวสารต้องชัดเจนกว่านี้ การสร้างบุคลากรเข้าสู่ระบบมากขึ้น ฯลฯ พร้อมกันนี้ในด้านนวัตกรรมบริการสาธารณสุข โดยจะดึงหน่วยบริการภาคประชาชนเข้าร่วมให้มากขึ้น เช่น การให้บริการดูแลแบบประคับประคอง (ชีวาภิบาล) การให้บริการสุนัขบำบัด (Therapy Dog) สำหรับผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงที่กำลังดูข้อมูล เพื่อพิจารณาเพิ่มเข้ามาเป็นนวัตกรรมใหม่

“เราพยายามทำให้หน่วยนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายบริการได้ง่ายขึ้นอย่างมีมาตรฐาน เพราะที่ผ่านมา ด้วยความเป็นราชการ เวลาออกแบบอะไร มักจะเต็มไปด้วยความยุ่งยากเสมอ เพราะป้องกันคนโกง พูดตรงๆ จะมีแบริเออร์เต็มไปหมด จนบางที่หน่วยบริการบอกว่าลดลงหน่อยได้หรือไม่ เนื่องจากอยากเข้าร่วม แต่เจอกติกาเข้าไปไม่ไหวŽ”

มากไปกว่านั้น ขณะนี้ สปสช.ได้เชื่อมกับระบบเชื่อมข้อมูลต่างๆ ที่มีอยู่หลากหลายแพลตฟอร์มทั่วประเทศเรียบร้อยแล้ว เช่น Health Link หมอพร้อม Financial Data Hub ฯลฯ เพื่อรับและคืนข้อมูลระหว่างกัน และที่สำคัญคือ ทำให้ไม่ว่าสถานพยาบาลจะใช้ระบบไหน ของใคร ก็สามารถเบิกจ่ายค่าบริการจาก สปสช.ได้ทั้งหมดอย่างรวดเร็ว

ทิ้งท้ายบทสนทนา นพ.จเด็จย้ำว่า หลักสำคัญที่สุดคือ หน่วยบริการจะต้องมาเชื่อมข้อมูลกัน เพื่อให้ สปสช.มั่นใจว่าสามารถคืนข้อมูลไปถึงหน่วยบริการได้ และเวลาประชาชนไปรับบริการ จำเป็นต้องมีการพิสูจน์การรับบริการด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ซึ่งถ้าทำแบบนี้ได้ มีข้อมูล และพิสูจน์ได้ว่ามีการรับบริการจริง ค่อนข้างมั่นใจว่าหน่วยบริการจะได้รับเงินภายใน 3 วันแน่นอน