‘บุหรี่ไฟฟ้า’ ระบาดหนัก ประถมปลาย 43% เคยลองสูบ นักวิชาการจี้ห้ามนำเข้า-ขาย
วันนี้ (27 กุมภาพันธ์ 2567) สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดการเสวนา บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย ‘ใครได้ใครเสีย’ ที่โรงแรมสุโกศล กรุงเทพมหานคร โดยขอให้ผู้กำหนดนโยบาย คำนึงถึงข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านในการพิจารณากฎหมายบุหรี่ไฟฟ้าของประเทศไทย เพื่อปกป้องเด็กไทยจากภัยบุหรี่ไฟฟ้า

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์การระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กไทยเข้าขั้นวิกฤต เด็กเริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา จากการสำรวจที่โรงเรียนชั้นประถมศึกษาแห่งหนึ่งในภาคกลาง พบเด็กประถมปลายเคยลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าถึงร้อยละ 43 และที่น่าตกใจคือ พบนักเรียนหญิงสูบมากกว่าชาย ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยพบมาก่อน ทั้งนี้ การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าหนักขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องมาจากบริษัทบุหรี่ผลิตบุหรี่ไฟฟ้า หรือพอดแบบใช้แล้วทิ้ง และยังออกแบบให้พกพาง่าย รูปร่างสวยงาม มีกลิ่นหอม ซ้ำยังมีการโฆษณาผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ดึงดูดใจ ทำให้เด็กเข้าใจผิดว่าไม่อันตราย ทั้งที่จริงแล้วงานวิจัยใหม่ๆ ที่ออกมา แสดงชัดเจนว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งอันตรายต่อปอด หัวใจ หลอดเลือด สมอง และยังเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง

รศ.พญ.เริงฤดี กล่าวต่อไปว่า งานวิจัยล่าสุดปี 2567 ที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ชั้นนำอย่าง The New England Journal of Medicine ปรากฏชัดเจนว่า กลุ่มที่ได้รับบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อช่วยเลิกบุหรี่ จะติดทั้งบุหรี่ธรรมดาและบุหรี่ไฟฟ้า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าถึง 6 เท่า
“การสูบบุหรี่ทั้งสองอย่างจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากกว่าการสูบอย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ งานวิจัยยังระบุว่า กลุ่มที่ไม่ได้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มที่จะเลิกเสพติดนิโคตินได้มากกว่ากลุ่มที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าถึง 1.7 เท่า ทั้งนี้ บริษัทบุหรี่และเครือข่ายที่สนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้ามักอ้างว่า บุหรี่ไฟฟ้าจะช่วยให้คนสูบบุหรี่เลิกบุหรี่ได้ แต่ไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อเลิกบุหรี่มักจะเสพติดทั้งบุหรี่ธรรมดาและบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งอันตรายสูงกว่าและเสี่ยงต่อการเสพติดนิโคตินระยะยาว” รศ.พญ.เริงฤดีกล่าว

รศ.สุชาดา ตั้งทางธรรม นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และกรรมการสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามในประเทศไทยเช่นเดียวกับอีก 30 กว่าประเทศทั่วโลก และนับวันจะมีประเทศต่างๆ ห้ามเพิ่มขึ้น แต่มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามผลักดันจะให้ถูกกฎหมาย
“หากถูกกฎหมาย ผู้ได้ประโยชน์ก็คือบริษัทบุหรี่ ขณะที่ผู้เสียคือ คนกลุ่มใหญ่ที่กำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า มีทั้งผู้ปกครองและครูที่เห็นเด็กสูบมากขึ้น รวมถึงแพทย์และบุคลากรวิชาชีพสุขภาพที่พบปัญหาผู้ป่วยจากบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ที่สำคัญประเทศชาติสูญเสียทรัพยากรที่มีค่าที่สุดคือ เด็ก จึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งหากปล่อยให้บุหรี่ไฟห้าถูกกฎหมาย” รศ.สุชาดากล่าว
ทั้งนี้ รศ.สุชาดากล่าวว่า ธนาคารโลกศึกษาพบว่า บุหรี่ก่อผลได้ไม่คุ้มเสีย รัฐบาลควรคำนึงถึงสุขภาพของประชาชนมากกว่าจะมุ่งหารายได้จากยาสูบ เช่นเดียวกับ Amartya Sen นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ระบุว่า มีนักวิชาการได้รับการสนับสนุนจากบริษัทบุหรี่ จึงชี้แนะว่า จำเป็นต้องตรวจสอบงานที่นำเสนออย่างเที่ยงตรง ดังนั้น หากกระทรวงการคลังคิดจะหารายได้จากภาษีบุหรี่ไฟฟ้า ก็ควรศึกษาและบอกให้สังคมรับรู้และตรวจสอบได้ว่าจะเกิดประโยชน์คุ้มค่า

“กระทรวงการคลังไม่ได้มีหน้าที่เพียงจัดหารายได้เท่านั้น ต้องคำนึงถึงรายจ่ายที่จะตามมาด้วย หากเปิดให้ถูกกฎหมายภาระรายจ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าก็สูงขึ้น โดยมีการประมาณรายจ่ายแล้วว่าไม่คุ้มค่ากับภาษีที่จะเก็บได้ ซึ่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 มาตรา 6 ระบุว่ารัฐต้องดำเนินนโยบายการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใสและตรวจสอบได้ และมาตรา 7 ระบุว่าการตรากฎหมาย การออกกฎหรือการดำเนินการใดๆ ที่มีผลผูกพันหรือก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลังต้องพิจารณาความคุ้มค่า ต้นทุนและผลประโยชน์ เสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนความยั่งยืนทางการคลังของรัฐด้วย” รศ.สุชาดากล่าว
รศ.สุชาดากล่าวว่า นักวิชาการและนักการเมืองที่สนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย อาจจำแนกได้ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก ด้วยความเข้าใจ/การรับรู้ที่จำกัดและไม่ศึกษาให้ดีพอ จึงไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมบริษัทบุหรี่ การตัดสินใจที่อาจดูมีเหตุมีผลภายใต้การรับรู้ที่จำกัด (bounded rationality) แทนที่จะเกิดผลดีก็กลับเกิดผลเสียต่อสังคมได้ กลุ่มสอง มีศัพท์ที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (rent seeking) ที่หมายถึงการแสวงหาประโยชน์ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการในทางที่เอื้อประโยชน์ตน แต่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคม ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก ประจักษ์ถึงเล่ห์เหลี่ยมของบริษัทบุหรี่ ในกฎหมายควบคุมยาสูบโลก (WHO FCTC) มาตรา 5.3 จึงกำหนดว่าการจัดทำและดำเนินนโยบายเพื่อควบคุมยาสูบ ให้ปกป้องนโยบายรัฐให้เป็นไปตามกฎหมายของประเทศโดยไม่ให้อุตสาหกรรมยาสูบแทรกแซง ซึ่งไทยได้ร่วมเป็นภาคีองค์การอนามัยโลก แต่ขณะนี้รัฐกลับปล่อยให้บริษัทบุหรี่แทรกแซงแก้ไขกฎหมายห้ามบุหรี่ไฟฟ้าของไทย

นายไพศาล ลิ้มสถิตย์ กรรมการบริหารศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้าควรเป็นสินค้าหรือของต้องห้ามนำเข้า ห้ามขายต่อไป และควรมีการเฝ้าระวัง ดำเนินคดีกับการโฆษณา ส่งเสริมการขายบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้สูบและผู้ที่ได้รับไอบุหรี่ไฟฟ้า รัฐบาลควรปฏิบัติตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่มีจุดยืนว่า ทั้งบุหรี่ไฟฟ้าที่มีนิโคติน และไม่มีนิโคติน เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
“ไทยไม่ควรอนุญาตให้มีการขายบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขาดศักยภาพในการป้องกัน จับกุมการลักลอบนำเข้า การขาย การโฆษณา การสื่อสารการตลาดบุหรี่ไฟฟ้าผ่านสื่อออนไลน์ พบปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย ปัญหาการตีความกฎหมายศุลกากรในประเด็นการครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าของผู้ใช้งานที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายศุลกากรหลายประเทศ ซึ่งเน้นการดำเนินคดีกับผู้นำเข้า กลุ่มผู้ค้าเป็นหลัก รวมทั้งการตีความจำกัดอำนาจของเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 ทั้งนี้ บุหรี่ไฟฟ้ายังเกี่ยวพันกับการทุจริตและการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐบางส่วน” นายไพศาลกล่าว
