‘พิพัฒน์’ เผย 2 เดือนแรก ส่งออกแรงงานเกือบ 3 หมื่นคน คาดทั้งปีพุ่งหลักแสน
เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายด้านการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศ ประจำปี 2567 โดยมีคณะผู้บริหารฝ่ายการเมือง พร้อมด้วย นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) ตัวแทนสมาคมการจัดหางานไทยไปต่างประเทศ สมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย และผู้รับอนุญาตจัดหางาน เพื่อไปทำงานในต่างประเทศ จำนวน 144 บริษัท เข้าร่วมที่กระทรวงแรงงาน

นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า นโยบายสำคัญของกระทรวงแรงงาน ในปี 2567 ด้าน “มีงานทำ” ที่มอบไว้ให้กับ กกจ. คือ การมุ่งสู่เป้าหมายจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ 100,000 อัตรา ภายในปี 2567 ล่าสุด มีความคืบหน้าจัดส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศแล้ว จำนวน 29,399 คน และเพื่อเดินหน้าตามเป้าหมาย ทิศทางปีนี้จะมุ่งเน้นไปที่ “มาตรการรักษาตลาดแรงงานเดิม” ในประเทศที่มีการจัดส่งแรงงานไทยอยู่แล้ว โดยการสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มแรงจูงใจการจ้างแรงงานไทยของนายจ้าง เพื่อเพิ่มจำนวนความต้องการรับแรงงานไทย การกระชับความสัมพันธ์ทั้งภาครัฐ และภาคีเครือข่ายภาคเอกชนระหว่างประเทศ เพื่อนำไปสู่การจัดทำบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ด้านการจัดส่งแรงงาน ร่วมกัน ส่งเสริมคุณภาพชีวิตการทำงานของแรงงานไทยในต่างประเทศให้เป็นไปอย่างมีคุณภาพ
“ซึ่งในเร็ววันนี้ ผมจะเดินทางไปสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ประเทศที่คนไทยต้องการไปทำงานมากที่สุด เพื่อเจรจาเพิ่มโควตาโครงการ EPS (วีซ่า E-9) ในสาขาอุตสาหกรรมภาคบริการ เจรจาปรับข้อจำกัดด้านอายุ เพิ่มโอกาสให้แรงงานสูงอายุและมีประสบการณ์ทำงานสูง เจรจาเพิ่มสัดส่วนการจ้างแรงงานเพศหญิง หารือขยายตลาดแรงงานทักษะฝีมือ (วีซ่า E-7) กับผู้ประกอบกิจการอู่ต่อเรือ อาทิ บริษัทในเครือ Hyundai บริษัท Samsung และบริษัท Hanwha Ocean และหากมีความเป็นไปได้จะหารือเพื่อจัดทำเอ็มโอยูด้านการจัดส่งแรงงานภาคเกษตรตามฤดูกาล กับอำเภออื่นๆ ของสาธารณรัฐเกาหลีต่อไป” นายพิพัฒน์ กล่าว
นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า และจะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อเจรจาขยายตลาดแรงงานภาคอุตสาหกรรม บริการด้านอาหาร และบริการโรงแรม และหารือเพื่อเข้าร่วมกับองกรร์ผู้รับในประเทศญี่ปุ่น เปิดโอกาสให้แรงงานไทยไปทำงานในประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น นอกจากนี้ จะดำเนินการควบคู่กับ “มาตรการแสวงหาตลาดแรงงานใหม่” ในประเทศที่กำลังขาดแคลนแรงงาน หรือประเทศที่มีแนวโน้มการจ้างแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้น เน้นไปทางแถบทวีปยุโรป อาทิ ออสเตรเลีย อิตาลี โปรตุเกส เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ จะสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้ นอกจากความทุ่มเทของ กกจ.แล้ว ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากสมาคมการจัดหางานไทยไปต่างประเทศ สมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย และผู้รับอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศทั้ง 144 แห่ง แสวงหาแนวทางร่วมกันในการส่งเสริม สนับสนุนแรงงานไทย
“ขอบคุณผู้รับอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศแทนแรงงานไทย ที่จัดหางานอย่างมีจริยธรรม ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน และให้ความสำคัญกับประโยชน์สูงสุดของแรงงานไทย วันนี้เราทุกคนมีเป้าหมายร่วมกันในการผลักดันแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศอย่างมีคุณภาพ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยอย่างยั่งยืน” นายพิพัฒน์ กล่าว
ด้านนายสมชาย กล่าวว่า การประชุมมอบนโยบายด้านการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศ ประจำปี 2567 ครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเชิญสมาคมการจัดหางานไทยไปต่างประเทศ ผู้รับอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศ จำนวน 144 บริษัท ผู้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในภารกิจการจัดส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศ มาร่วมกันหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศ ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน เพื่อให้การจัดส่งแรงานไทยไปทำงานในต่างประเทศเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม ตามนโยบายจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ 100,000 อัตรา ภายในปี 2567 โดยแรงงานไทยต้องได้รับค่าจ้าง สวัสดิการ และการคุ้มครองที่เหมาะสม รวมทั้งวางแนวทางคงมาตรฐานคุณภาพแรงงานไทย พร้อมเพิ่มพูนทักษะด้านการทำงานให้เป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันกับแรงงานชาติอื่นๆ

