ภิกษุ-สามเณร กว่า 50% อาพาธ สธ.-สำนักพุทธฯ เปิดกุฏิชีวาภิบาลดูแลสุขภาพทุกอำเภอทั่วไทย

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า สธ.ให้ความสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนการดูแลสุขภาพพระภิกษุสงฆ์ สามเณร ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสุขภาพทางกาย ทางจิต ทางปัญญาและทางสังคมที่ดี เพื่อช่วยเกื้อหนุนกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของทั้งพระภิกษุ สามเณร และพุทธศาสนิกชนในชุมชน ให้ “วัดเป็นศูนย์กลางสุขภาพชุมชน” โดยจากข้อมูล พศ. ปี 2564 ทั่วประเทศมีวัดกว่า 43,000 แห่ง พระสงฆ์-สามเณร ประมาณ 2.4 แสนรูป ในจำนวนนี้ กว่าร้อยละ 50 อยู่ในวัยสูงอายุ อาพาธโรคเรื้อรัง รวมถึงอาพาธระยะท้าย ซึ่งการดูแลส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค การรักษาพยาบาล การควบคุมโรคและการจัดการปัจจัยที่คุกคามสุขภาพพระสงฆ์ จะต้องเป็นไปตามหลักพระธรรมวินัยและตามธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พ.ศ.2566

รัฐมนตรีว่าการ สธ. กล่าวว่า เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระชนมมายุครบ 72 พรรษา ในปี พ.ศ.2567 สธ.จึงได้จัดทำโครงการดูแลสุขภาพพระภิกษุสงฆ์และสามเณรเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานดูแลสุขภาพพระภิกษุสงฆ์แบบบูรณาการ โดยร่วมกับ พศ.ผลักดันความร่วมมือในระดับนโยบายจนถึงระดับปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนสร้างกลไกการดำเนินงานให้เอื้อต่อการดูแลสุขภาพพระภิกษุสงฆ์ในระดับพื้นที่ ครอบคลุมทั้งการให้ความรู้ส่งเสริมสุขภาพ, การดูแลรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล, การเข้าถึงสิทธิการรักษา และการจัดตั้งกุฏิชีวาภิบาลและสถานชีวาภิบาลสำหรับดูแลสงฆ์อาพาธ เป็นต้น โดยมีเป้าหมายจัดตั้งกุฏิชีวาภิบาล อำเภอละ 1 แห่ง ซึ่งปัจจุบัน มีกุฏิชีวาภิบาล/บ้าน ชีวาภิบาล ที่พร้อมดำเนินการแล้ว 788 แห่งทั่วประเทศ
ด้านนางพวงเพ็ชร กล่าวว่า ปัจจุบันมีการประกาศใช้ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2566 เพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางการส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ และส่งเสริมบทบาทของพระสงฆ์ด้านสุขภาวะชุมชน โดยในปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ หน่วยงานภาคีเครือข่ายสุขภาพได้สานพลังขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ภายใต้ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ เพื่อสร้างกลไกการดำเนินงานให้เอื้อต่อการดูแลสุขภาพพระภิกษุสงฆ์ในระดับพื้นที่ โดยมีมหาเถรสมาคมในฐานะองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ ดำเนินบทบาทสำคัญในระดับนโยบายที่จะช่วยส่งเสริมการดูแลสุขภาพของพระภิกษุสงฆ์ให้เป็นไปตามหลักพระธรรมวินัยอย่างยั่งยืน

นพ.โอภาส กล่าวว่า สธ.ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับ พศ.เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานดูแลสุขภาพพระภิกษุสงฆ์ 8 โครงการได้แก่ 1.วัดส่งเสริมสุขภาพและพระนักเทศน์ สนับสนุน ให้พระภิกษุสงฆ์ มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health literacy) ตามหลักพระธรรมวินัย 2.การตรวจสุขภาพและส่งเสริม การปรับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของพระภิกษุสงฆ์ 3.การอบรมพระคิลานุปัฏฐาก หลักสูตร 140 ชั่วโมง ดูแลพระสงฆ์และประชาชนในชุมชนบริเวณรอบพื้นที่วัดที่เจ็บป่วยเบื้องต้น 4.การจัดระบบการรักษาพระภิกษุสงฆ์และช่องทางเฉพาะ (Fast track) ให้ได้รับบริการที่มีคุณภาพ 5.จัดตั้งกุฏิชีวาภิบาลและสถานชีวาภิบาล ดูแลพระสงฆ์อาพาธ และขึ้นทะเบียนวัดที่จัดบริการเป็นหน่วยรับส่งต่อ 6.การเพิ่มสิทธิประโยชน์พระสงฆ์ในการเข้าถึงบริการ 7.การจัดทำฐานข้อมูลสุขภาพพระภิกษุสงฆ์ ด้วยบัตรประชาชนในเดียว 8.การดูแลสุขภาพพระภิกษุสงฆ์ ณ ดินแดนพุทธภูมิ โดยทีมแพทย์ พยาบาล และเภสัชกร จัดบริการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการ สธ. ได้เป็นประธานพิธีเปิดกุฏิชีวาภิบาลวัดจันทาราม (ท่าซุง) ซึ่งเดิมเป็นตึกรับรองพระเถระที่ก่อสร้างในปี 2545 ได้ทำการปรับปรุงเป็นที่พักของพระเถระ และดูแลพระสงฆ์อาพาธที่เอื้อต่อพระธรรมวินัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มพระสงฆ์ที่มีภาวะพึ่งพิง มีพระสงฆ์เป็นผู้ดูแล ร่วมกับฆราวาส นักบริบาลและทีมสหวิชาชีพของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) น้ำซึม และ โรงพยาบาล (รพ.) อุทัยธานี โดยนำ นวัตกรรม Virtual Hospital มาใช้ ปัจจุบันมีห้องรองรับพระสงฆ์อาพาธ จำนวน 10 ห้อง และมีแผนที่จะสร้างกุฏิชีวาภิบาลหลังใหม่ด้วย

