สภากายภาพฯ แนะ สปสช.เพิ่มการดูแล ‘ผู้ป่วยข้อเข่า-ออฟฟิศซินโดรม’ ใน 30 บาทรักษาทุกที่
วันนี้ (10 มีนาคม 2567) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดประชุมชี้แจงแนวทางการขับเคลื่อนโครงการยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ระยะที่ 2 ที่ จ.พังงา โดยมีตัวแทนจากสภาวิชาชีพต่างๆ เข้าร่วมพูดคุยทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการร่วมวิชาชีพ เกี่ยวกับขั้นตอน วิธีการและแนวทางปฏิบัติในการสมัครเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการในระบบบัตรทองนั้น พบว่ามีตัวแทนจากหน่วยที่เกี่ยวข้องเสนอแนะเพิ่มการดูแลผู้ใช้สิทธิบัตรทองเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ผศ.กานดา ชัยภิญโญ ผู้แทนจากสภากายภาพบำบัด กล่าวว่า ในส่วนของวิชาชีพกายภาพบำบัด การนำร่อง 4 จังหวัด ในระยะ 1 ยังมีคลินิกกายภาพบำบัดเข้าร่วมโครงการไม่มากนัก พื้นที่ที่เข้าร่วมส่วนมากจะมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งค่อนข้างจะตอบสนองกับนโยบายเกี่ยวกับสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ปัญหาการดำเนินงานที่พบในระยะที่ 1 คือ เรื่องการส่งต่อผู้ป่วยจากโรงพยาบาล เนื่องจากระบบที่วางไว้ คือ ผู้ป่วยจะรับการรักษาในโรงพยาบาลก่อน แล้วให้โรงพยาบาลส่งต่อไปฟื้นฟูสมรรถภาพที่คลินิกกายภาพบำบัด ขณะที่ตัวคลินิกเองต้องประสานงานกับโรงพยาบาลเองเพื่อให้โรงพยาบาลส่งต่อให้

“แต่ปัญหาคือ โรงพยาบาลอาจไม่รู้ว่าจะส่งต่อใคร และเมื่อคลินิกเข้าไปติดต่อก็อาจจะไม่ได้รู้จักกันหรือไม่ได้ไว้วางใจกัน อีกทั้งยังเป็นภาระของโรงพยาบาลในการทำข้อมูลการส่งต่อเพิ่มเติม เรื่องเหล่านี้ จำเป็นต้องสื่อสารให้ชัดเจน ตอนนี้คอขวดคือ คนไข้จำนวนมาก แต่ต้องมีสักคนที่ไปคีย์ข้อมูลเพื่อส่งต่อ แล้วเมื่อคลินิกกายภาพบำบัดสมัครเข้ามาแล้วก็ต้องมาเชื่อมโยงข้อมูลกับโรงพยาบาล ดังนั้น ต้องมีระบบเชื่อมโยงข้อมูลที่ชัดเจน ซึ่งในเฟส 2 เราได้มีการหารือถึงปัญหาเหล่านี้และได้รับความร่วมมือมากขึ้น สปสช. ก็พยายามเป็นคนกลางในการสื่อสารกับโรงพยาบาลในเรื่องนี้ หรือบางจังหวัดทางนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ก็เชิญผู้อำนวยการโรงพยาบาลมาทำความเข้าใจว่าระบบเบิกจ่ายเป็นอย่างไร โรงพยาบาลต้องทำอะไรบ้าง จะลดความแออัดและสร้างโอกาสแก่คนไข้ในการเข้าถึงบริการได้อย่างไร ซึ่งถ้ามีความเข้าใจตรงนี้ส่วนมากโรงพยาบาลให้ความร่วมมืออยู่แล้ว” ผศ.กานดา กล่าว
ผู้แทนจากสภากายภาพบำบัด กล่าวว่า นอกจากนี้ การที่ สปสช.เดินสายชี้แจงตามจังหวัดต่างๆ ก็ทำให้การรับรู้ดีขึ้นและคาดหวังว่าจะมีคลินิกกายภาพบำบัดสมัครเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น แม้อัตราการจ่ายค่าบริการที่ สปสช. จ่ายให้คลินิก

“ถ้าพูดตรงๆ คือ ต่ำกว่าอัตราที่คลินิกเรียกเก็บตามปกติค่อนข้างมาก แต่ทางสภากายภาพบำบัดพยายามชักชวนว่า ระยะแรกเอาตามศักยภาพที่มี เช่น ให้บริการช่วงที่คลินิกมีเวลาว่างหรือสามารถจัดสรรคนได้ ก็ถือว่าเป็นการทำเพื่อประชาชน และในอีกมุมหนึ่งก็มีส่วนประชาสัมพันธ์ตัวคลินิกเองเหมือนกันว่าไม่ได้ดูแลเฉพาะคนที่สามารถจ่ายเงินได้ คนที่จำเป็นต้องได้รับบริการแต่ยังเข้าไม่ถึงก็มีสิทธิ์ได้รับบริการที่ดีเหมือนกัน ซึ่งส่วนใหญ่เท่าที่ได้พูดคุย คลินิกต่างๆ ก็อยากช่วยเพราะมองว่ามันเป็นส่วนที่สามารถทำได้ คลินิกสามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ แต่ใช้เวลาที่ว่างหรือจัดสรรทรัพยากรไปดูแลหรือออกไปเยี่ยมบ้านได้” ผศ.กานดา กล่าว
ผศ.กานดา กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วย 4 กลุ่มโรค ที่สามารถใช้สิทธิบัตรทองเข้ารับบริการกายภาพบำบัดในคลินิกที่เข้าร่วมโครงการได้ คือ 1.ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) 2.ผู้ป่วยสมองได้รับบาดเจ็บ (Traumatic brain injury) 3.ผู้ป่วยไขสันหลังได้รับบาดเจ็บที่ได้รับการรักษาจนเข้าสู่ภาวะคงที่ และ 4.ผู้ป่วยภาวะวิกฤตสะโพกหักจากภยันตรายชนิดไม่รุนแรง (Fragility fracture hip) อย่างไรก็ดี สภากายภาพฯ ได้เสนอ สปสช.ว่า ในระยะถัดไป ยังมีสิ่งที่นักกายภาพบำบัดช่วยให้บริการได้ คือ กลุ่มที่ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เพราะบางคนเมื่อกลับบ้านแล้วเข่าบวม เจ็บ เดินไม่ไหว จำเป็นต้องมีนักกายภาพเข้าไปดูแล รวมทั้งกลุ่มที่มีอาการปวดทั้งหลาย เช่น ปวดหลัง ปวดคอ ออฟฟิศซินโดรม นักกายภาพบำบัดสามารถดูแลในเรื่องการให้คำแนะนำในการสังเกตอาการตัวเองและวิธีการออกกำลังกายเพื่อหยุดยั้งอาการปวด ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นปัญหาไปเรื่อยๆ บางคนต้องรักษานานเป็นปี แม้คนกลุ่มนี้ไม่ใช่ผู้สูงอายุ แต่มีความจำเป็นต้องได้รับบริการ เพื่อให้สามารถดูแลตัวเองได้และไม่กลายเป็นผู้ป่วยในอนาคต อย่างไรก็ดี เรื่องเหล่านี้ต้องค่อยๆ เจรจาขยับขยายบริการเพื่อผู้ป่วยได้รับบริการได้รับมากขึ้น

