แพทย์ชี้กรุงเทพฯ จมฝุ่นจิ๋วเล็กกว่า PM2.5 ห่วงกระทบเด็กเป็นถุงลมโป่งพองในระยะยาว
เมื่อวันที่ 15 มีนาคม รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 ที่ล่าสุดกลับมาเพิ่มสูงขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ว่า ฝุ่นจริงๆ ก็มีอยู่แล้ว แต่ปริมาณจะมากขึ้นตามกิจกรรมของมนุษย์ และช่วงเวลาที่มีอากาศปิด

“จะเหมือนมีฝุ่นฟุ้งอยู่ในกล่อง หากวันไหนมีอากาศที่ทำให้สภาพอากาศในกล่องถูกบีบอัด ทั้งๆ ที่เราสร้างฝุ่นเท่าเดิม แต่ปริมาณฝุ่นรอบตัวจะมีความเข้มข้นขึ้น ซึ่งหากเทียบสภาพอากาศปีนี้ ในช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่แล้ว จะพบว่าที่กรุงเทพมหานครเจอวิกฤตฝุ่นหนักๆ ในช่วงปลายปีทึ่แล้วถึงต้นปี ส่วนทางภาคเหนือนั้น ช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ จะเบา แล้วจะมาเริ่มหนักในช่วงเดือนมีนาคม ถึงแม้จะควบคุมปริมาณการเผาได้แต่ก็ควบคุมได้เพียงบางส่วน ประกอบกับสภาพอากาศที่บีบอัดยังมีอยู่ต่อเนื่อง จะต้องรอช่วงที่เริ่มมีฝนช่วงฤดูร้อน สภาพอากาศบีบอัดก็จะหายไป แต่ระยะหลัง ประชาชนให้ความใส่ใจเรื่องการควบคุมการเกิดฝุ่น แต่ยังน้อยอยู่เมื่อเทียบกับปริมาณฝุ่นที่เราสร้างกันอยู่ทุกวัน” รศ.นพ.นิธิพัฒน์กล่าว
รศ.นพ.นิธิพัฒน์กล่าวว่า อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ผลของฝุ่นละอองขนาดเล็กจะส่งผลให้เกิดผลเฉพาะหน้า เช่น การระคายเคือง การอักเสบของร่างกาย แสบคอ ไอ มีเสมหะ เป็นต้น โดยเฉพาะฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 1.0 ไมครอน หรือ PM1.0 ซึ่งพบว่าปัจจุบันฝุ่นในกรุงเทพฯ ประมาณร้อยละ 20 เป็น PM1.0 ซึ่งมีขนาดเล็กมากกว่า PM2.5 ซึ่งผลของฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 1.0 ไมครอน จะทำให้ฝุ่นสามารถเข้าซอกซอนอวัยวะของร่างกายได้ทั่วตัว ส่งผลต่อโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดได้มากกว่า PM2.5 ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือด โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ไตวายเรื้อรัง เส้นเลือดจอตาเสื่อม โดยทั้งหมดนี้ เป็นผลระยะยาวที่เกิดจากการสะสมของฝุ่นขนาดเล็กในร่างกาย ซึ่งเปรียบเสมือนภัยเงียบ
“สิ่งที่เรากลัวในอนาคตที่เป็นผลระยะยาวกว่านั้นคือ เราเริ่มเห็นว่า ผลของฝุ่นไม่ต่างจากผลของบุหรี่ที่สะสมในร่างกาย ซึ่งหลักๆ จะก่อให้เกิดมะเร็ง และอาจเกิดในอวัยวะอื่น เพราะฝุ่นขนาดเล็กก็เหมือนบุหรี่ ที่แทรกซึมไปทุกอวัยวะ และยังทำให้สมรรถภาพปอดถดถอย โดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่น ที่จะเหมือนถูกรมควันบุหรี่ตั้งแต่น้อย ก็จะส่งผลให้ปอดเจริญเติบโตไม่เท่าที่ควร ปอดเสื่อม ก็จะทำให้ปอดไม่แข็งแรงและติดเชื้อง่าย ในเมื่ออายุมากขึ้น ก็จะเหมือนคนเป็นโรคถุงลมโป่งพองจากการสูบบุหรี่ ซึ่งต่างจากบุหรี่ที่เรายังมองเห็นหรือได้กลิ่น ซึ่งทำให้เลี่ยงได้ แต่ฝุ่นนั้น เราไม่เห็น ก็ไม่เลี่ยง” รศ.นพ.นิธิพัฒน์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงหน้ากากอนามัยที่สามารถใช้ป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กมากกว่า 1.0 ไมครอน รศ.นพ.นิธิพัฒน์กล่าวว่า หน้ากากอนามัยที่เราใช้ป้องกันเชื้อโควิด-19 อยู่นั้น มีความสามารถในการป้องกันเชื้อไวรัสที่มีขนาดน้อยกว่า 0.5 ไมครอนได้ และป้องกันฝุ่นละอองได้ถึง 0.3 ไมครอน ดังนั้น ก็สามารถใช้ป้องกันฝุ่นที่มีขนาดเล็กถึง 1.0 ไมครอนได้เช่นกัน แต่ประสิทธิภาพของการสวมหน้ากากก็จะลดลงเมื่อเราขยับร่างกายหรือมีกิจกรรมต่างๆ

