‘พิพัฒน์’ สั่งทูตแรงงานเร่งประสานช่วยคนไทยเจ็บ-ตายจากโรงงานแก๊สระเบิดในไต้หวัน

‘พิพัฒน์’ สั่งทูตแรงงานเร่งประสานช่วยคนไทยเจ็บ-ตายจากโรงงานแก๊สระเบิดในไต้หวัน

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีเกิดเหตุระเบิดภายในโรงงานแก๊สในไต้หวัน เมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา จนทำให้แรงงานไทยได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ว่า ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของแรงงานไทยที่เสียชีวิต และขอส่งกำลังใจให้ผู้ได้รับบาดเจ็บหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานมีความห่วงใยต่อแรงงานไทยทุกคนที่ไปทำงานอยู่ในต่างประเทศ

“กรณีดังกล่าวผมได้รับรายงานจาก นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน ว่า ได้สั่งการให้อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) สำนักงานแรงงาน ณ กรุงมะนิลา (ส่วนที่ 2) สาขาเมืองเกาสง ตรวจสอบข้อมูลของแรงงานไทยที่บาดเจ็บและเสียชีวิต เยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การช่วยเหลือสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับตามกฎหมาย” นายพิพัฒน์กล่าว

Advertisement

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าวว่า จากรายงานของนายณัฐชยวัศ สงวนไชยกฤษณ์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) สำนักงานแรงงาน ณ กรุงมะนิลา (ส่วนที่ 2) สาขาเมืองเกาสง ทราบว่า เมื่อวันที่ 23 มีนาคม เวลาประมาณ 08.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ได้เกิดเหตุแก๊สระเบิดภายในโรงานเจียเฟิงดูมิเนียม ตำรวจไต้หวันได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ เหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 6 ราย และแรงงานไทยเสียชีวิต 2 ราย สาเหตุการระเบิดคาดว่าเกิดขึ้นในระหว่างการเติมแม่พิมพ์ ระบบควบคุมการทำงานผิดปกติและระบบหล่อเย็นไม่เพียงพอ ทำให้น้ำสัมผัสกับอะลูมิเนียมเหลวจนเป็นเหตุให้เกิดการระเบิดขึ้น ส่วนสาเหตุที่แน่ชัดทางการไต้หวันจะสืบสวนหาสาเหตุต่อไป

“จากรายงานของอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) เมืองเกาสง ยังพบว่าโรงงานดังกล่าวมีแรงงานไทยรวมทั้งสิ้น 11 คน อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัทจัดหางานไทยไต้หวัน ช่วงเกิดเหตุมีแรงงานไทยที่เข้าทำงาน จำนวน 5 คน ในจำนวนนี้มีแรงงานที่เสียชีวิต จำนวน 2 ราย รายแรก อายุ 37 ปี ภูมิลำเนาเป็นชาว จ.ศรีสะเกษ รายที่ 2 อายุ 46 ปี เป็นชาว จ.ชัยภูมิ และแรงงานไทยที่ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 ราย รายแรกอยู่ระหว่างการผ่าตัด และรักษาตัวที่โรงพยาบาล (รพ.) เฉิงต้า เมืองไถหนาน รายที่ 2 บาดเจ็บเล็กน้อยขณะนี้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว และรายที่ 3 รักษาตัวที่โรงพยาบาลในเมืองเกาสง” นายพิพัฒน์กล่าว และว่า ภายหลังเกิดเหตุในส่วนของการดำเนินการที่เกาสงนั้น ได้รับรายงานว่า สำนักงานแรงงาน ณ กรุงมะนิลา (ส่วนที่ 2) สาขาเมืองเกาสง ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลแรงงานไทย และเข้าเยี่ยมแรงงานไทยที่บาดเจ็บและพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล

Advertisement

นายพิพัฒน์กล่าวว่า นอกจากนี้ ได้ประสานงานกับบริษัทจัดหางานไต้หวัน เบื้องต้นทราบว่า บริษัทจัดหางานไต้หวันได้ประสานบริษัทจัดหางานไทยแจ้งญาติของแรงงานที่เสียชีวิตทราบแล้ว ทั้งนี้ สำนักงานแรงงานไทยในไต้หวันจะดำเนินการดูแลสิทธิประโยชน์ให้กับแรงงานกรณีดังกล่าวต่อไป

“ในส่วนของการให้ความช่วยเหลือทั้งในส่วนที่ไต้หวัน ได้มีการกำชับให้ทูตแรงงานประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวกในเรื่องสิทธิประโยชน์ที่แรงงานพึงได้รับตามกฎหมาย ส่วนที่ประเทศไทยปลัดกระทรวงแรงงานก็ได้มีการสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ รวมทั้งทำความเข้าใจเกี่ยวกับการช่วยเหลือเยียวยาให้ญาติทราบ ดังนั้น ขอให้มั่นใจได้ว่า กระทรวงแรงงานจะให้การคุ้มครอง ดูแลพี่น้องแรงงานไทยที่เสียชีวิตหรือประสบอันตรายในการไปทำงานต่างประเทศตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด” นายพิพัฒน์กล่าว

ด้านนายไพโรจน์กล่าวว่า ในส่วนของการดำเนินการที่ประเทศไทย ได้สั่งการให้กรมการจัดหางาน (กกจ.) ตรวจสอบสถานะสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าผู้เสียชีวิตเป็นสมาชิกกองทุน 1 ราย และผู้บาดเจ็บเป็นสมาชิกกองทุน 2 ราย โดยแรงงานไทยที่เป็นสมาชิกกองทุนมีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์เยียวยาจากกองทุน กรณีประสบปัญหาต้องเดินทางกลับประเทศไทย รายละ 15,000 บาท กรณีบาดเจ็บมีการรับรองจากแพทย์ว่าทุพพลภาพ จะได้รับการสงเคราะห์ เป็นจำนวน 30,000 บาท และกรณีเสียชีวิตในต่างประเทศ จะสงเคราะห์จำนวน 40,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการจัดการศพในต่างประเทศเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 40,000 บาท

“นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดศรีสะเกษ ชัยภูมิ สกลนคร หนองบัวลำภู และอุดรธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เป็นภูมิลำเนาของแรงงานไทยที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อลงพื้นที่เยี่ยมบ้านแจ้งข้อมูลข่าวสารปลอบขวัญให้กำลังใจ พร้อมชี้แจงการให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทั้งจากการเป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ สิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่พึงได้รับตามกฎหมายให้แก่ญาติทราบ และอำนวยความสะดวกเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์โดยเร็ว” นายไพโรจน์กล่าว และว่า ขอเน้นย้ำแรงงานไทยที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ให้ไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายจะได้รับการคุ้มครอง และสมัครเป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ จะได้รับการดูแลสิทธิประโยชน์หากประสบอันตราย หรือประสบปัญหาเหมือนเช่นกรณีดังกล่าว ซึ่งสามารถโทรสอบถามได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

วันเดียวกัน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า หลังมีรายงานข่าวเกิดเหตุระเบิดภายในโรงงาน JUEI FENG ALUMINIUM โรงงานผลิตแท่งอะลูมิเนียมที่เขตหูเน่ย นครเกาสง ไต้หวัน เมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีแรงงานได้รับบาดเจ็บ 6 คน เบื้องต้นได้รับรายงานจากกองสาธารณสุขฉุกเฉินว่า ในจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บนั้นเป็นแรงงานคนไทย 3 ราย โดย 2 ราย เสียชีวิตแล้ว เป็นชาย อายุ 37 ปี ภูมิลำเนา จ.มหาสารคาม และชาย อายุ 46 ปี ภูมิลำเนา จ.ชัยภูมิ ส่วนอีก 1 ราย อาการสาหัส เป็นชาย อายุ 31 ปี ภูมิลำเนากรุงเทพมหานคร แพทย์ในพื้นที่ได้ทำการผ่าตัดช่วยชีวิต ขณะนี้อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว

“ทราบมาว่าสำนักงานแรงงานไทย เมืองเกาสง ได้ประสานงานให้การดูแลในเรื่องสิทธิประโยชน์ของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตแล้ว ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขได้มอบให้กองสาธารณสุขฉุกเฉินประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเตรียมการหากต้องมีการให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ หรือการประสานส่งตัวกลับมารักษาต่อในประเทศไทย รวมถึงมอบหมายให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคามและชัยภูมิ จัดทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (MCATT) ติดตามประเมินเยียวยาจิตใจครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง” นพ.ชลน่านกล่าว

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image