นโยบายยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว นอกจากเป็นนโยบายที่มอบความสะดวกให้แก่ประชาชนในการไปรักษาที่โรงพยาบาล (รพ.) ใดก็ได้ที่เข้าร่วมแม้อยู่นอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แล้ว ยังมีการดึง ร้านยา และคลินิกเอกชน ที่กระจายอยู่ทั่วไปเข้ามาร่วมเป็นหน่วยบริการด้วย ที่เรียกว่า หน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่ ซึ่งประกอบด้วย ร้านยาชุมชนอบอุ่น คลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น คลินิกเทคนิคการแพทย์ชุมชนอบอุ่น คลินิกกายภาพบำบัดชุมชนอบอุ่น คลินิกทันตกรรมชุมชนอบอุ่น คลินิกเวชกรรมชุมชนอบอุ่น คลินิกแพทย์แผนไทยชุมชนอบอุ่น และบริการโทรเวชกรรม หรือ เทเลเมดิซีน (Telemedicine)

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการ สธ. บอกกับ มติชน ว่า ขณะนี้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ร่วมมือสภาวิชาชีพการแพทย์และสาธารณสุขในการดึงคลินิกเอกชนในหลายวิชาชีพเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง 30 บาท ส่วนหนึ่งก็เพื่อตอกย้ำความใกล้บ้านใกล้ใจ ที่เป็นเป้าหมายหลักของระบบบัตรทองมากว่า 20 ปี แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ การทลาย Pain Point ของผู้ป่วยที่ยังต้องพบ ทั้งปัญหาค่าใช้จ่ายแฝง การเสียโอกาสหารายได้ ตลอดจนระยะเวลารอคอย และที่มากไปกว่านั้น คือ การมีหน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่จากหลากหลายวิชาชีพเข้ามาช่วยให้ประชาชนมีความรู้และเข้าใจในสุขภาพ หรือ Health Literacy มากขึ้นด้วย
ดึงเอกชนเข้าระบบ ย้ำหมุดหมาย ’ใกล้บ้านใกล้ใจ’
ปี 2545 เกิดการปฏิรูประบบสาธารณสุขด้านการเงินการคลังครั้งใหญ่ด้วย พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้มีกลไกทางการเงินดูแลประชาชนที่ไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลอื่น (ผู้ป่วยบัตรทอง) เพื่อให้เข้าถึงบริการได้สะดวก ใช้หลักการที่เรียกว่า ใกล้บ้านใกล้ใจ

นพ.ชลน่าน เล่าว่า 2 ทศวรรษของระบบบัตรทอง ประชาชนเข้าถึงบริการเพิ่มขึ้นมาก ด้วยโครงสร้างระบบที่ สธ.ได้ออกแบบไว้ ทำให้มีหน่วยบริการหลากหลายระดับ ตั้งแต่ รพ.ขนาดใหญ่ ไปจนระดับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยมี สปสช.เป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายในการรักษา แต่ก็ยังพบว่าประชาชนมีค่าใช้จ่ายแฝงที่ต้องจ่ายระหว่างเข้ารับบริการเช่นกัน
นั่นจึงเป็นเรื่องที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เกิดแนวคิดทำให้บริการเหล่านี้อยู่ใกล้กับประชาชนมากขึ้น และคิดว่าจะเอาบริการเข้าไปอยู่ใกล้ประชาชนได้อย่างไร?
”อย่างแรกที่เราดู เรามีหน่วยบริการภาครัฐจำนวนมากกระจายในทุกพื้นที่ แต่ขณะเดียวกัน ก็มีทรัพยากรจำนวนไม่น้อยอยู่ในภาคเอกชน”
นพ.ชลน่านบอกว่า ภาคเอกชนสามารถช่วยหนุนเสริมได้ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มาจากการดำเนินการของบอร์ด สปสช. ในช่วงนั้น การไป รพ.เพื่อตรวจหาเชื้ออาจจะไม่ตอบโจทย์ กระทั่งได้ข้อมูลว่า การตรวจหาเชื้อสามารถทำได้ 2 วิธี คือ การตรวจ RT-PCR ที่ต้องอาศัยบุคลากรทางการแพทย์ และการตรวจโดยใช้ ATK ที่สามารถทำได้เอง และสามารถให้ประชาชนเข้าไปรับชุดตรวจ รวมถึงรับยาเองได้ที่ร้านขายยา (กรณีติดเชื้อ) ที่มีตั้งกระจายอยู่ทั่วไปได้
“ตอนนั้นสภาเภสัชกรรมเสนอ สปสช.ว่า ใช้ร้านยาเป็นจุดกระจาย รวมถึงธนาคารกรุงไทยโดยแอพพลิเคชั่นเป๋าตังมีระบบตรวจสอบอยู่แล้ว เพื่อเป็นหลักฐานว่าเกิดบริการจริง ทำให้เห็นว่า รัฐและเอกชนสามารถร่วมมือกันได้ ประชาชนเข้าถึงบริการได้รวดเร็ว”
นพ.ชลน่านเล่าว่า แม้สถานการณ์โควิดจะคลี่คลาย แต่มีเสียงจากประชาชนถามว่า หากไม่ใช่อาการของโควิด เช่น ตัวร้อน ปวดหัว ตาแดง ฯลฯ จะสามารถไปรับยาที่ร้านยาได้หรือไม่ นั่นจึงทำให้บอร์ด สปสช. พิจารณา และเห็นว่าควรขยายบริการ จนเกิดเป็น เจ็บป่วยเล็กน้อย 16 กลุ่มอาการ รับยาได้ที่ร้านยา หรือ Common Illness รวมถึงบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) เช่น รับยาคุมกำเนิด ถุงยางอนามัย ยาธาตุเหล็ก ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี การทำงานโดยมีคลินิกเอกชนหลากหลายสาขาวิชาชีพนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจาก สภาวิชาชีพ ด้วย เพราะแต่ละวิชาชีพมีข้อกำหนด และมีข้อกฎหมายเป็นของตัวเอง

ลดแออัด-รอคอย แพทย์ใช้ความรู้เฉพาะทางได้เต็มที่
นพ.ชลน่านยกตัวอย่างบริการสาธารณสุขวิถีใหม่ ร้านยาชุมชนอบอุ่น ว่า ที่ผ่านมา การรอรับยาใน รพ. เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ผู้ป่วยต้องใช้เวลารอ จนมีการปรับเปลี่ยนการให้บริการ เช่น ห้องยาที่ รพ.จะจัดยาของผู้ป่วย และส่งไปยังร้านขายยาเครือข่ายที่เข้าร่วม หรือ รพ.นำยาไปฝากไว้กับร้านยา แล้วให้เภสัชกรประจำร้านจัดยาให้ตามคำสั่งแพทย์ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าไปรับที่ร้านยาใกล้ๆ หรือให้ร้านยาซื้อยาตามรายการ และจัดตามใบสั่ง ซึ่งเป็นหลายโมเดลที่ได้ร่วมมือกับสภาเภสัชฯ
ขณะที่ คลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น ก็สามารถให้การรักษาเจ็บป่วยเบื้องต้นได้ เช่น ฉีดยา ทำแผล ล้างแผล ฯลฯ เพราะที่ผ่านมา หากจะเข้ารับบริการในลักษณะนี้ อาจจะต้องใช้พื้นที่ห้องฉุกเฉิน ซึ่งแน่นอนว่าห้องฉุกเฉินมีไว้สำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินเป็นลำดับแรก ดังนั้น คนที่มีอาการเล็กน้อยอาจต้องรอ
เช่นเดียวกับผู้ป่วยที่ต้องเจาะเลือดก่อนพบแพทย์ เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน จึงมีการพูดคุยกับสภาเทคนิคการแพทย์ เพื่อเชิญให้ คลินิกเทคนิคการแพทย์ชุมชนอบอุ่น เข้าเป็นหน่วยร่วมบริการ โดยให้ รพ.ส่งตัวผู้ป่วยไปเจาะเลือดที่คลินิกใกล้บ้านได้
นพ.ชลน่านยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงที่เห็นเป็นรูปธรรม นั่นคือ คลินิกทันตกรรมชุมชนอบอุ่น เนื่องจากทันตกรรมนับเป็นบริการที่มีค่าใช้จ่ายสูงและรอคิวนาน รวมถึงทันตแพทย์ส่วนหนึ่งเป็นแพทย์เฉพาะทาง เช่น ทันตแพทย์เฉพาะทางผ่าตัดกระดูกขากรรไกรและใบหน้า ที่ควรจะอยู่ในห้องผ่าตัดมากกว่าให้บริการทันตกรรมทั่วไป แต่ด้วยจำนวนผู้ป่วยที่ไม่สัมพันธ์กับจำนวนบุคลากร ทำให้ทันตแพทย์เฉพาะทางบางคนอาจจะไม่ได้ใช้ความเฉพาะด้านที่เรียนมาได้อย่างเต็มที่ แต่เมื่อมีการเปิดให้คลินิกทันตกรรมเอกชนเข้ามาให้บริการทันตกรรมทั่วไป เช่น ขูด อุด ถอน เคลือบหลุมร่องฟันและฟลูออไรด์ ฯลฯ ทำให้สามารถผ่องถ่ายผู้ป่วยออกจาก รพ.ได้
“หมอหัวหน้าฝ่ายทันตกรรม รพ.แพร่ (หนึ่งใน 4 จังหวัดนำร่อง 30 บาทรักษาทุกที่ฯ) เล่าว่า ตั้งแต่มีโครงการนี้มา หมอเฉพาะทางมีเวลาทำเฉพาะทางมากขึ้น เพราะสามารถส่งคนไข้บางส่วนที่ต้องการบริการแบบปฐมภูมิไปที่คลินิกได้ ส่วนคนไข้ที่ไป รพ.จะเป็นคนไข้ที่ต้องรักษาเฉพาะทางจริงๆ แพทย์ได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ และจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
แยกกลุ่มอาการ หนุน ความรอบรู้สุขภาพ ให้ประชาชน
แม้ว่าหน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่ จะมีวัตถุประสงค์ช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายแฝงระหว่างรับการรักษา เช่น ค่าเดินทาง ค่าเสียโอกาสในการจ้างงาน หรือลดเวลารอคอย อีกหนึ่งส่วนที่ นพ.ชลน่านระบุว่า เป็นเรื่องสำคัญ คือ การสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องสุขภาพให้แก่ประชาชน เพราะการดูแลตัวเองเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
”ที่ผ่านมา คนมักจะหาข้อมูลในกูเกิล แต่ข้อมูลที่อยู่ในนั้นก็ถูกครึ่งผิดครึ่ง ทำให้ไม่รู้ว่าอันไหนจริง หรืออันไหนปลอม สปสช. จึงร่วมมือกับ Doctor at Home เทคโนโลยีบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ประชาชนสามารถใช้งานสอบถามอาการเจ็บป่วย โรคต่างๆ จากระบบ AI ที่ตอบคำถามสุขภาพ จากข้อมูลซึ่งรวบรวมไว้มากกว่า 400 โรค จากตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไปของ รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ โดยประชาชนเข้าใช้งานได้ผ่านทางไลน์ สปสช. สามารถสอบถามอาการได้ เช่น หากไอ ระบบจะสอบถามถึงอาการ ความถี่ในการไอ ความผิดปกติ เพื่อบอกว่าอาการไหนควรพบแพทย์”
สอดรับกับหน่วยบริการสาธารณสุข 7 หน่วยบริการ ครอบคลุมทั้งการรักษา สร้างเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค กระจายอยู่ทั่วไป รวมถึงแยกกลุ่มอาการของโรคเข้ากับแต่ละบริการได้ด้วย ซึ่งหากมีความเข้าใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น ก็จะสามารถจำแนกอาการ และสอบถามผู้เชี่ยวชาญที่มีอยู่ทั้งในโทรศัพท์มือถือ หรือหน่วยบริการรอบตัวได้
ทั้งจะช่วยลดโอกาสของผู้ป่วยในการเกิดโรคลุกลาม เพราะสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้มากและเร็วขึ้น เช่น การรับชุดตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแบบเก็บตัวอย่างด้วยตัวเองที่ร้านยา

นพ.ชลน่าน ยกอีก 1 ตัวอย่าง คือ คลินิกกายภาพบำบัดชุมชนอบอุ่น จากปัญหาจำนวนนักกายภาพบำบัดมีน้อย และส่วนมากจะอยู่ใน รพ.ใหญ่ ที่มีสัดส่วนของผู้ใช้บริการค่อนข้างสูง ซึ่งระบบบัตรทองมีสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ป่วย 4 กลุ่มโรค ได้แก่ 1.ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง 2.ผู้ป่วยสมองได้รับบาดเจ็บ 3.ผู้ป่วยไขสันหลังได้รับบาดเจ็บ 4.ผู้ป่วยภาวะกระดูกสะโพกหักจากภยันตรายชนิดไม่รุนแรง
ผู้ป่วยกลุ่มโรคเหล่านี้จะมีระยะเวลาทอง (Golden Period) ในการทำกายภาพบำบัดรักษา 6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การฟื้นฟูจะมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมไปถึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องด้วย ซึ่งพบปัญหาว่า มีผู้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคดังกล่าวเหล่านี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ด้วยจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นไม่สอดคล้องกับจำนวนบุคลากร ทำให้ รพ.อาจจะดูแลไม่ไหว แต่เมื่อมีการเข้ามาของหน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่ และโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ ทำให้มีการ
กระจายผู้ป่วยที่ต้องได้รับการฟื้นฟูร่างกายตามช่วงเวลาไปยังคลินิกกายภาพบำบัดชุมชนอบอุ่นได้มากขึ้น เราพบประเด็นน่าสนใจที่คลินิกกายภาพบำบัดชุมชนอบอุ่น จ.พังงา คือ มีคลินิกหนึ่งที่ดูแลคนไข้กายภาพบำบัดเกือบ 30 คน และมีการติดตามเยี่ยมบ้านอยู่หลายราย ต้องมีการลุยเข้าไปในป่าชายเลน แต่สิ่งที่เห็นคือ คลินิกมีการติดตามคนไข้จนทำให้เขาสามารถเดินได้หลังจากที่ต้องติดเตียง
ภาพการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบ 2 ทศวรรษ
นพ.ชลน่านมองว่า ความแตกต่างระหว่าง 30 บาทรักษาทุกโรค และ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ มีการเปลี่ยนแปลง 2 เรื่องใหญ่ นั่นคือ การปฏิรูประบบเชื่อมโยงข้อมูล และการดึงภาคเอกชนเข้ามีส่วนร่วมในการให้บริการ
สำหรับการปฏิรูปการเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันภายใต้การบริหารจัดการนั้น สธ. ค่อนข้างทำได้ดีอยู่แล้ว เพราะหน่วยบริการจะเห็นข้อมูล ทำให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้ป่วย (Patient Safety) เช่น ประวัติการรักษา ประวัติการแพ้ยา ความต่อเนื่องในการรักษา

“ส่วนการนำเอกชนเข้าร่วมบริการนั้น สปสช.ได้อำนวยความสะดวกในการขึ้นทะเบียน ขอเพียงเป็นหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ก็สามารถเข้าร่วมดูแลประชาชนได้ ส่วนตัวมองว่า นี่เป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ และคิดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในระบบสุขภาพ หลังจากที่เกิดมาแล้ว 20 ปี”
นพ.ชลน่านยังสะท้อนการดำเนินงานใน 4 จังหวัดนำร่อง (แพร่ เพชรบุรี ร้อยเอ็ด และนราธิวาส) ที่คิกออฟไปเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2567 ว่า ขณะนี้มีหน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่เข้าร่วมโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ มากกว่า 400 แห่ง แม้ว่าในช่วงแรกจะมีปัญหาและอุปสรรคอยู่บ้าง โดยเฉพาะเรื่องการจ่ายเงินที่วันนี้สามารถจ่ายได้ทุก 3 วัน
ในส่วนของการดำเนินการในเฟส 2 อีก 8 จังหวัด (เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ สิงห์บุรี สระแก้ว หนองบัวลำภู นครราชสีมา อำนาจเจริญ และพังงา) ที่หน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่เริ่มให้บริการแล้ว สปสช.จะติดตามเพื่อนำไปปรับปรุงระบบ เพราะต่อไปจะขยายไปทั้งประเทศ และทุกบริการจะต้องเข้าถึงได้

