แพทย์ห่วง!ผู้สูงวัยพลัด ตก หกล้ม แนะบุตรหลานดูแลใกล้ชิด

10.04.24 | 17:17 น.

แพทย์ห่วง!ผู้สูงวัยพลัด ตก หกล้ม แนะบุตรหลานดูแลใกล้ชิด

วันนี้ (10 เมษายน 2567) นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 20 หรือมากกว่า 12 ล้านคน พบปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญคือ การพลัดตกหกล้ม โดย 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุหกล้มทุกปี หรือปีละประมาณ 4 ล้านคน ร้อยละ 20 ของผู้สูงอายุที่หกล้มเกิดการบาดเจ็บ การบาดเจ็บมีตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรง ทำให้ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ต้องพึ่งพาผู้อื่น ส่งผลกระทบต่อภาระของครอบครัว สังคม เศรษฐกิจ ตามมา

“สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการลื่น สะดุด หรือก้าวพลาดบนพื้นระดับเดียวกัน การพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ จึงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญที่นับวันจะมีโอกาสเพิ่มขึ้น การพลัดตกหกล้มสามารถป้องกันได้ด้วย รู้ ปรับ ขยับเพิ่ม รู้ ความเสี่ยง ปรับ พฤติกรรม บ้านที่อยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อม ขยับเพิ่ม กิจกรรมทางกาย ออกแรงต้าน ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุหรือผู้สูงวัยออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน มีส่วนร่วมทางสังคม เพิ่มกิจกรรมทางกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง และต้องสังเกตสิ่งแวดล้อมเพื่อความปลอดภัย เช่น ทางเดินต่างระดับ ลื่น เป็นหลุม ขรุขระ เป็นต้น” นพ.ธงชัย กล่าว

อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 13 เมษายนของทุกปี ถือเป็น “วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” ซึ่งตรงกับวันขึ้นปีใหม่ไทย หรือวันสงกรานต์ เป็นช่วงเทศกาลสำคัญและเกี่ยวข้องกับสถาบันครอบครัวไทย เป็นช่วงที่ประชาชนจะเดินทางกลับบ้านไปเยี่ยมเยียนผู้สูงอายุ เพื่อร่วมรณรงค์ให้ประชาชนและลูกหลานหันกลับมาดูแลเอาใจใส่ผู้สูงอายุทั้งร่างกายและจิตใจ แสดงความรักความกตัญญู รวมถึงตระหนักถึงความสำคัญของผู้สูงอายุ จึงขอความร่วมมือคนในชุมชน ลูกหลานร่วมกันสำรวจสิ่งแวดล้อมหรือจุดเสี่ยงภายในบ้านหรือชุมชน เช่น พื้นทางเดิน ถนน หรือที่สาธารณะ ร่วมกันปรับและแก้ไขจุดเสี่ยงให้มีความปลอดภัย และสนับสนุนกิจกรรมทางกายของผู้สูงอายุ เพื่อสุขภาพที่ดี อยู่เป็นที่พึ่งให้แก่ลูกหลานได้อย่างยาวนาน

Advertisement

“ทั้งนี้ ปัญหาการเกิดอุบัติเหตุพลัดตกหกล้มในผู้สูงวัยสามารถป้องกันได้ หากผู้ดูแลเข้าใจถึงความเสี่ยง ปฏิบัติตนตามแนวคิด รู้ ปรับ ขยับเพิ่ม และหากพบเห็นผู้สูงอายุหกล้ม ห้ามเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บกรณีเกิดเหตุและพบอวัยวะผิดรูปหรือเจ็บขยับไม่ได้ ให้ตั้งสติ และโทรศัพท์แจ้งสายด่วน 1669 ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422″ นพ.ธงชัย กล่าว