การปรับขึ้น “ค่าจ้างขั้นต่ำ” กลับมาเป็นประเด็นความสนใจอีกครั้ง หลังจากที่มีการประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี 2567 ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 1 มกราคม และครั้งที่ 2 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา
ถัดมาเพียงไม่กี่วัน ในวันที่ 17 เมษายน ที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) ชุดที่ 22 ได้มีการหารือถึงการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นครั้งที่ 3 ของปี นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์แรงงานประเทศไทย ที่จะมีการปรับค่าจ้างถึง 3 ครั้งภายใน 1 ปี
ย้อนไทม์ไลน์การประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2567 ครั้งที่ 1 บอร์ดค่าจ้าง มีการประชุมเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2566 มีมติเห็นชอบให้ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2567 เพิ่มในอัตราวันละ 2-16 บาท โดยมีอัตราสูงสุดใน จ.ภูเก็ต คือ วันละ 370 บาท และอัตราต่ำสุดใน จ.นราธิวาส จ.ปัตตานี และ จ.ยะลา วันละ 330 บาท มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป ซึ่งการปรับค่าจ้างครั้งที่ 1 นั้น ถือเป็นการประกาศขึ้นค่าจ้างประจำปี จึงไม่เกิดข้อโต้แย้งใดจากฝ่ายนายจ้าง มีเพียงฝ่ายลูกจ้างใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เรียกร้องให้ปรับขึ้นมากกว่า 2 บาท แต่ความเห็นก็เป็นอันยุติไปด้วยเหตุผลการเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้นำเสนอมติดังกล่าวต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ ท่าทีจาก นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีความเห็นว่า ปรับเพิ่มขึ้นเพียง 2 บาทนั้นน้อยเกินไป โดยเปรียบเปรยว่า “ซื้อไข่ลูกนึงยังไม่ได้” จึงขอให้มีการพิจารณาตัวเลขดังกล่าวอีกครั้ง แต่แล้วในการประชุม ครม. วันที่ 26 ธันวาคม 2566 นายพิพัฒน์ได้ยืนยันมติบอร์ดค่าจ้างเดิม คือ ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 2-16 บาท ทั่วประเทศ เป็นของขวัญปีใหม่ให้ผู้ใช้แรงงาน
จากนั้นไม่นาน ก็เริ่มมีการพูดถึงการปรับขึ้นค่าจ้างครั้งที่ 2 โดยมีเหตุผลว่า สูตรการคำนวณปรับค่าจ้างนั้น ใช้มานานกว่า 10 ปี โดยไม่ได้ปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน นอกจากนั้น หากคำนวณตามสูตรค่าจ้างเดิมที่พิจารณาตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในรอบ 5 ปี ซึ่งรวมช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ด้วย จะกลายเป็นตัวถ่วงในการพิจารณา
เป็นที่มาของการประชุมบอร์ดค่าจ้าง เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ซึ่ง นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานบอร์ดค่าจ้าง ระบุว่า ที่ประชุมได้พิจารณาปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเป็นครั้งที่ 2 ของปี 2567 และมีการปรับสูตรการพิจารณาใหม่ ที่อิงกับภาวะเงินเฟ้อ ประเภทการทำงาน ทักษะฝีมือแรงงาน โดยจะนำร่องปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาท ให้ลูกจ้างทำงานในประเภทกิจการโรงแรมที่ได้รับมาตรฐานที่พักเพื่อการท่องเที่ยวประเภทโรงแรมระดับการให้บริการ 4 ดาวขึ้นไป และมีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ใน 10 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร เฉพาะเขตปทุมวัน และเขตวัฒนา จ.กระบี่ เฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อ่าวนาง จ.ชลบุรี เฉพาะเขตเมืองพัทยา จ.เชียงใหม่ เฉพาะเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เฉพาะเขตเทศบาลหัวหิน จ.พังงา เฉพาะเขตเทศบาลตำบลคึกคัก จ.ภูเก็ต ทั้งจังหวัด จ.ระยอง เฉพาะเขตตำบลเพ จ.สงขลา เฉพาะเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ และ จ.สุราษฎร์ธานี เฉพาะ อ.เกาะสมุย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายนเป็นต้นมา เพื่อเป็นของขวัญให้ผู้ใช้แรงงาน เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคม
ล่าสุด ในการประชุมบอร์ดค่าจ้าง ครั้งที่ 4 ของปี 2567 เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา นายไพโรจน์ได้เปิดเผยว่า ที่ประชุมมอบหมายให้อนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัดทุกจังหวัด ศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นค่าจ้างรายจังหวัด ตามประเภทกิจการที่มีความพร้อม และสามารถปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำได้ถึงวันละ 400 บาท จากนั้นให้เสนอข้อมูลมายังบอร์ดค่าจ้างภายใน 2 เดือน โดยเบื้องต้นมีความเป็นไปได้ เช่น กิจการด้านโลจิสติกส์ กิจการการแปรรูปอาหารทะเล กิจการส่งออกสินค้า คาดว่า จะมีความชัดเจนในเดือนกรกฎาคมนี้ พร้อมย้ำว่า ภายในปีนี้จะได้เห็นการปรับขึ้นค่าจ้างเป็นวันละ 400 บาททั่วประเทศ อย่างแน่นอน แต่จะต้องเป็นการปรับขึ้นในประเภทกิจการที่มีความพร้อม เพื่อให้นายจ้างสามารถดูแลลูกจ้างได้ ส่วนการปรับค่าจ้างในปี 2568 จะเกิดขึ้นหรือไม่นั้น จะต้องดูสถานการณ์อีกครั้ง แต่ตามหลักการแล้ว ควรจะพิจารณาประกาศขึ้นค่าจ้างทุกปี
กรณีนี้ หากถามตัวแทนฝ่ายลูกจ้าง ต่างให้การสนับสนุน โดยมีความเห็นว่า การปรับขึ้นค่าจ้างครั้งที่ 3 มีความเหมาะสม เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่มีค่าครองชีพสูง ทำให้แรงงานต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไว้อย่างหนัก ทั้งการกิน การอยู่ ทำงานมาก็ไม่พอเหลือไว้เก็บ หรือเป็นทุนในอนาคต จึงมีความเห็นว่า การปรับขึ้นค่าจ้างวันละ 400 บาท จะช่วยเหลือสภาพคล่องทางการเงินของลูกจ้างได้ แต่ในขณะเดียวกัน ได้วิงวอนถึงรัฐบาล ในการเข้มงวดการปรับราคาของสินค้าควบคุม เพื่อไม่ให้เงินค่าจ้างที่ได้มานั้นต้องมาหมดกับสินค้าที่แพงขึ้น
ขณะที่ ตัวแทนฝ่ายนายจ้าง ระบุว่า จากการติดตามข้อมูลผลการประชุมบอร์ดค่าจ้าง เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา ทราบว่าที่ประชุมมีการกำหนดให้เร่งดำเนินการศึกษาวิจัยการปรับค่าจ้าง เพื่อวางไทม์ไลน์ในการปรับในปี 2568 อย่างไรก็ตาม หากจะมีการปรับค่าจ้าง ครั้งที่ 3 ของปี ควรจะต้องมีเหตุผลทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม จะต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อที่สูงถึงร้อยละ 5 หรือสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีเหตุจำเป็นต้องควรปรับขึ้น ฝ่ายนายจ้างก็พร้อมจะเห็นด้วย แต่หากไม่มีเหตุสมควรในการปรับ ก็ควรยกให้ไปปรับขึ้นในปี 2568 แทน
จึงต้องติดตามผลการประชุมบอร์ดค่าจ้างในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ กันอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะความเห็นจากทั้งฝ่ายราชการ ฝ่ายลูกจ้าง และฝ่ายนายจ้าง ล้วนมีผลต่อการลงมติว่าควรจะปรับหรือไม่ปรับขึ้นค่าจ้างครั้งที่ 3

