สปสช.ตั้งเป้าปี’67 เพิ่ม ‘คลินิกเอกชน’ ในกรุงเทพฯ 3,000 แห่ง เป็นหน่วยบริการบัตรทอง
วันนี้ (12 พฤษภาคม 2567) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดประชุมออนไลน์ผ่านระบบ zoom ชี้แจงแนวทางยกระดับ 30 บาทรักษาทุกโรค บัตรประชาชนใบเดียวรักษาที่หน่วยนวัตกรรม 7 ประเภท ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีคลินิกเอกชน 7 ประเภท ประกอบด้วย คลินิกเวชกรรม, คลินิกการพยาบาล, คลินิกทันตกรรม, คลินิกกายภาพบำบัด, คลินิกแพทย์แผนไทย, คลินิกเทคนิคการแพทย์ และร้านยา ซึ่งยังไม่ได้สมัครเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการของ สปสช. เข้าร่วมรับฟังนโยบายการขึ้นทะเบียน การเบิกจ่าย และแนวปฏิบัติด้านต่างๆ

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ที่ผ่านมา ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทองได้มีพัฒนาการมาเป็นลำดับจนการเข้าถึงการรักษาพยาบาลเป็นไปอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม แม้ไม่มีข้อจำกัดเรื่องค่ารักษาพยาบาล ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องค่าใช้จ่ายทางอ้อม เช่น ค่ารถ ค่าเสียโอกาสในการทำงาน เป็นต้น ขณะเดียวกัน พบว่าประชาชนบางส่วนนิยมไปรับการรักษาในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ทั้งที่อาการเจ็บป่วยนั้นสามารถรักษาที่หน่วยบริการปฐมภูมิที่ตนได้ลงทะเบียนไว้ได้
“รัฐบาลจึงมีแนวคิดในการขยายหน่วยบริการ โดยเพิ่มสถานพยาบาลที่เป็นคลินิกเอกชนต่างๆ เข้ามาร่วมเป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพ ซึ่งคลินิกเหล่านี้อยู่ใกล้ชิดชุมชนและประชาชนมักไปรับบริการอยู่แล้ว โดยเริ่มนำร่องระยะที่ 1 ใน 4 จังหวัด เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก่อนจะขยายในขณะนี้เป็นระยะที่ 3 ครอบคลุม 45 จังหวัดแล้ว พบว่า ประชาชนให้การตอบรับและใช้บริการมากขึ้น เช่น คลินิกทันตกรรมที่ จ.แพร่ พบว่าประชาชนไปรับบริการที่คลินิกมากขึ้น จำนวนผู้ไปรับบริการที่โรงพยาบาลลดลง ทำให้ทันตแพทย์เฉพาะทางมีเวลาดูแลผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และบางคลินิกจะทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกับโรงพยาบาล เช่น คลินิกกายภาพบำบัด คลินิกเทคนิคการแพทย์ ซึ่งโรงพยาบาลจะกระจายผู้ป่วยให้ไปรับบริการที่คลินิกเหล่านี้ และจากการเยี่ยมคลินิกกายภาพบำบัดก็พบว่าช่วยให้ผู้ป่วยระยะกลาง เข้าถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพและกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติมากขึ้น” ทพ.อรรถพร กล่าว

รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวถึงการเข้าร่วมให้บริการในระบบบัตรทองของคลินิกเอกชน ว่า สปสช.จะเป็นผู้จ่ายชดเชยค่าบริการให้ตามรายครั้งของการให้บริการ โดยมีรอบการจ่ายภายใน 3 วันทำการ อย่างไรก็ดี ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีความแตกต่างจากต่างจังหวัด เพราะมีประชากรมาก และมีลักษณะชุมชนเมือง ดังนั้น สปสช. จะพยายามให้ข้อมูลหรือตอบคำถามให้มากที่สุดเพื่อให้ทางคลินิกได้รับข้อมูลที่เพียงพอและตัดสินใจเข้าร่วมให้บริการผู้มีสิทธิบัตรทองร่วมกับ สปสช. โดยครั้งนี้ สปสช.ได้เตรียมความพร้อมให้มีคลินิกเอกชนเข้ามาร่วมมากขึ้น

ด้าน ทพญ.น้ำเพชร ตั้งยิ่งยง ผู้อำนวยการ สปสช. เขต 13 กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า พื้นที่กรุงเทพฯ มีสัดส่วนคลินิกเอกชนค่อนข้างมาก แต่ผู้ใช้สิทธิบัตรทองอาจจะยังเข้าไม่ถึง ดังนั้น สปสช. จึงขอเชิญชวนทางคลินิกเอกชนทั้ง 7 ประเภท เข้ามาร่วมให้บริการ โดย สปสช. จ่ายเงินให้แทนประชาชนและในการทำงานจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลบริการเพื่อเบิกจ่ายค่าบริการภายใน 72 ชั่วโมง (ชม.) ซึ่งนอกจากให้บริการผู้มีสิทธิบัตรทองที่มีทะเบียนบ้านอยู่ในกรุงเทพฯ แล้ว คลินิกเอกชนยังสามารถให้บริการผู้มีสิทธิบัตรทองที่มีทะเบียนบ้านต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานหรือมารับบริการในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้ด้วย โดยใช้เพียงแค่บัตรประชาชนใบเดียว ไม่ว่าสิทธิบัตรทองจะอยู่ที่ไหนก็สามารถใช้บริการได้ ซึ่งมีนวัตกรรมบางรายการที่ได้ดำเนินไปแล้ว คือ ร้านยา คลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น คลินิกกายภาพบำบัดชุมชนอบอุ่น และคลินิกเทคนิคการแพทย์ชุมชนอบอุ่น สำหรับ คลินิกเวชกรรมชุมชนอบอุ่น คลินิกทันตกรรมชุมชนอบอุ่น และคลินิกแพทย์แผนไทยชุมชนอบอุ่นจะเริ่มดำเนินการในเร็วๆ นี้
พญ.น้ำเพชร กล่าวว่า ปัจจุบันมีคลินิกเอกชนทั้ง 7 ประเภทในกรุงเทพฯ ประมาณ 10,000 แห่ง มีคลินิกเอกชนที่เข้าร่วมเป็นเครือข่ายแล้วประมาณ 1,000 แห่ง ซึ่ง สปสช.ตั้งเป้าว่าจะขยายเพิ่มให้ได้เป็น 3,000 แห่งภายในปีนี้ ทั้งนี้ คลินิกเอกชนที่สนใจสมัครเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการในเครือข่าย สปสช. สามารถสมัครผ่านระบบออนไลน์ที่ https://ossregister.nhso.go.th/ โดยจะเป็นการดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ในทุกขั้นตอน

