ปลัดฯแรงงานเผยนายจ้างเห็นด้วยขึ้นค่าแรง 400 บาท/วัน ตามความพร้อม

13.05.24 | 16:22 น.

ปลัดฯแรงงานเผยนายจ้างเห็นด้วยขึ้นค่าแรง 400 บาท/วัน ตามความพร้อม ถกบอร์ดค่าจ้าง 14 พ.ค.นี้

วันนี้ (13 พฤษภาคม 2567) นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือร่วมกับตัวแทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าไทย และกลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดเล็กและขนาดย่อม (SME) ที่กระทรวงแรงงาน ว่า จากการหารือ ผู้แทนแต่ลรองค์กรเห็นด้วยกับการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท แต่ไม่เห็นด้วยให้ขึ้นทั้งประเทศพร้อมกัน เพราะบางกิจการจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจนทำให้ธุรกิจมีปัญหาได้ อย่างเอสเอ็มอี ร้านขายของชำต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในคณะกรรมการค่าจ้าง หรือบอร์ดค่าจ้าง (ไตรภาคี) ในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ โดยจะโฟกัสเป็นบางประเภทกิจการ และจะให้ทางอนุกรรมการจังหวัดไปพิจารณากรอบแนวทางการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของแต่ละจังหวัด เพื่อนำเข้าสู่คณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) ชุดใหญ่ เพื่อพิจารณาต่อไป

“จากมติดังกล่าว ผมฟังแล้วก็ดีใจแทนลูกจ้าง ทั้งนี้ ขอย้ำว่ามีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งที่ 3 ในวันที่ 1 ตุลาคม2567 แน่นอน แต่ต้องมาโฟกัสบางกิจการต่อไป” นายไพโรจน์ กล่าว

ด้าน นายชนินทร์ ชลิศราพงศ์ ตัวแทนสภาหอการค้าไทย กล่าวว่า ยินดีให้รัฐบาลยกระดับรายได้แรงงาน แต่ขอให้ฟังหลายๆ ฝ่าย เพราะถ้าขึ้น 400 บาททั้งประเทศ จะกระทบกับหลายกิจการ เช่น ตลาดสด เอสเอ็มอี แรงงานภาคเกษตร ซึ่งใช้แรงงานเป็น 10 ล้านคน

Advertisement

“ควรให้เวลาได้ปรับตัว ใครพร้อมก็ค่อยๆ ปรับ และวันนี้ ที่คุยกับปลัดกระทรวแรงงาน ก็ยังต้องคุยกันอีกหลายครั้ง ซึ่งหากถามผู้ประกอบการหากขึ้น 400 บาท ทั้งประเทศ กว่าร้อยละ 80 จะอยู่ไม่ได้ คนที่กระทบหนักจริงคือชาวบ้าน พ่อค้า แม่ค้า ก่อสร้าง ค้าปลีก ค้าส่ง เป็นต้น นี่เป็นครั้งแรกที่หอการค้าทั้ง 76 จังหวัด สมาคมการค้า 92 สมาคม เป็นเจ้าของโรงงาน และผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 1.5 แห่ง ยื่นค้านพร้อมกัน เราขอให้ปรับยกระดับรายได้ตามกรรมการไตรภาคี และอนุฯ จังหวัด หากเห็นพ้องต้องกันตามสภาพแต่ละจังหวัด เราพร้อมสนับสนุน แต่ก็ต้องเห็นใจผู้ประกอบการายย่อยด้วย” นายชนินทร์ กล่าว

ขณะที่ นายสุชาติ จันทรานคราช รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ขณะนี้กำลังมีปัญหาเรื่องการส่งออก จากที่พยากรณ์อยู่จะอยู่ที่ร้อยละ 2-3 ตอนนี้เหลือแค่ร้อยละ 1.5 ที่สำคัญคือ เรื่องอัตราเงินเฟ้อ เคยพยากรณ์ว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 0.7-1 ซึ่งตอนนี้ที่เกิดขึ้นจริงคือร้อยละ 0.7 และยังประมาณการณ์ว่าจะเหลือร้อยละ 0.5-1 และเมื่อพิจารณาดัชนีทางเศรษฐกิจ ก็มีข้อถกเถียงกันก่อนหน้านี้ ซึ่งมีการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำมาที่ 330 บาท หรือขึ้นมาร้อยละ 21 และขึ้นมาจาก 370 บาทอีก คิดเป็นการเพิ่มค่าจ้างร้อยละ 8.1 และถ้าเพิ่มจากยอดที่ต่ำสุดขณะนี้มาเป็น 400 บาท เท่ากับว่า ขึ้นมากว่าร้อยละ 40

“คำถามคือ ตอนนี้ความสามารถของเราตอนนี้ก็ถือว่าย่ำแย่ อะไรต่างๆ ถาโถมขึ้นมา ผู้ประกอบการจะรองรับอัตาค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 40 ได้อย่างไร ถ้าขึ้นมาเป็น 400 บาท แล้วรัฐบาลจะช่วยเหลือเราอย่างไร มาตรการต่างๆ ที่ออกมา เช่น การลดภาษี การอัพสกิล รีสกิล แรงงาน ก็ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลทำอยู่แล้ว อย่างเรื่องลดภาษี ผมก็ยังสงสัยว่า จะเอาที่ไหนไปลด เพราะเมื่อขึ้นค่าจ้างมากขนาดนั้น ต้นทุนผู้ประกอบการสูงขึ้น กิจการขาดทุน ไม่มีเงินที่จะไปลดภาษีได้อยู่แล้ว ดังนั้นไม่ต้องมาบอกว่าจะช่วยด้วยการลดภาษี มันไม่มีประโยชน์” นายสุชาติ กล่าว

นายสุชาติ กล่าวอีกว่า เห็นด้วยในการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ แต่ในปีนี้ปรากฎว่ามีการปรับค่าจ้างแล้วครั้งแรกในวันที่ 1 มกราคม 2567 ครั้งที่ 2 ปรับวันที่ 13 เมษายนผ่านมา แล้วจะมาปรับอีกเป็นครั้งที่ 3 ในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งคิดว่าเป็นการปรับค่าจ้างที่ไม่สมเหตุผล ตามดัชนีชี้วัด แต่เราก็ให้ความร่วมมือ ในการหารือว่าจะทำอย่างไรให้มีการปรับค่าจ้างมีความเป็นธรรมทั้งต่อฝ่ายลูกจ้าง และนายจ้าง ต้องอยู่ได้ทั้ง 2 ฝ่าย ถ้าผู้ประกอบการอยู่ไม่ได้ ลูกจ้างก็อยู่ไม่ได้ นายจ้างจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายให้ลูกจ้าง ถ้าผู้ประกอบการล้มหายตายจากไปก่อน