โค้งแรก30บาทรักษาทุกที่ฯ ประชาชนเข้าถึง7นวัตกรรมบริการมากขึ้น

21.05.24 | 09:09 น.

ผ่านไปกว่า 4 เดือน สำหรับโครงการยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียวŽ ที่เป็น  นวัตกรรมเข้าถึงบริการสุขภาพ บริการสาธารณสุขรูปแบบใหม่จากรัฐบาล

ด้วยจุดเด่น ประชาชนสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง 30 บาท สามารถไปรับบริการสุขภาพที่มากกว่าแค่ไปโรงพยาบาล แต่จะมีหน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่ ที่เป็นนวัตกรรมบริการสุขภาพจากภาคเอกชนมาเป็นตัวหนุนเสริมโครงการและเป็นทางเลือกเข้าถึงบริการได้มากขึ้น

เราจึงได้เห็นภาพของผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง ที่หากเจ็บป่วยเล็กน้อย ไม่รุนแรงมาก ไม่ต้องไปโรงพยาบาล แต่เดินเข้าคลินิกเวชกรรม ร้านยา หรือแม้แต่คลินิกพยาบาล ของเอกชนที่เป็นหน่วยบริการในระบบ

30 บาทรักษาทุกที่ฯ ที่เริ่มต้นเมื่อเดือนมกราคม 2567 ในพื้นที่นำร่องเฟสแรก 4 จังหวัด และเฟสที่ 2 อีก 8 จังหวัด รวมเป็น 12 จังหวัด วันนี้ ผลประโยชน์ของโครงการกำลังออกดอกผลให้เห็นความสำเร็จเบื้องแรกแล้ว

Advertisement

มติชนŽ มีโอกาสตั้งคำถามกับ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารีŽ เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในฐานะหน่วยงานที่เป็นกลไกหลักขับเคลื่อนหน่วยบริการนวัตกรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ ถึงเป้าหมายตรงกับที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ หลังจากผ่านโค้งแรกของโครงการไปแล้ว

พบคำตอบว่า ประชาชนเข้าใจโครงการ และเลือกเข้ารับบริการสุขภาพต่างๆ อย่าง เข้าใจดีŽ ซึ่งช่วยให้นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ฯ เดินหน้าได้อย่างที่ควรจะเป็นได้อย่างดี และมีประสิทธิภาพ

4 เดือนแรก ให้บริการ 2.5 ล้านครั้ง

นพ.จเด็จเปิดฉากกางข้อมูลการให้บริการสุขภาพในโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ เฟสที่ 1 ที่คิกออฟเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2567 ใน 4 จังหวัด คือ แพร่ ร้อยเอ็ด เพชรบุรี และนราธิวาส รวมไปถึงข้อมูลล่าสุดสำหรับ เฟส 2 ซึ่งเดินหน้าเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2567 อีก 8 จังหวัด คือ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ สิงห์บุรี พังงา หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ นครราชสีมา และสระแก้ว พบว่าประชาชนสิทธิบัตรทองในทั้ง 12 จังหวัด เข้ารับบริการแล้ว 1.6 ล้านคน รวมบริการทั้งหมด 2.5 ล้านครั้ง

“จำนวนนี้ พบว่า 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25 ของบริการสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ ประชาชน และผู้ป่วยเลือกไปใช้บริการจากหน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่ หรือหน่วยนวัตกรรมที่เป็นหน่วยบริการจากภาคเอกชนทั้ง 7 บริการ สะท้อนเป้าหมายของโครงการนี้ได้อย่างชัดเจน ซึ่งทั้ง 7 บริการ มีทั้งคลินิกเวชกรรมชุมชนอบอุ่น ร้านยา คลินิกทันตกรรมชุมชนอบอุ่น คลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น คลินิกเทคนิคการแพทย์ชุมชนอบอุ่น (แล็บ) คลินิกกายภาพบำบัดชุมชนอบอุ่น และคลินิกแพทย์แผนไทยชุมชนอบอุ่น รวมถึงบริการโทรเวชกรรม หรือเทเลเมดิซีน”Ž

นพ.จเด็จ เสริมว่า เพราะเป้าประสงค์หลักของโครงการนี้ ก็เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพจากหน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่ และผลจากเฟสที่ 1 และการเริ่มต้นเฟสที่ 2 ก็สะท้อนผลลัพธ์ในเบื้องแรกตามที่รัฐบาล และ สปสช.คาดการณ์ไว้ว่า หน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่ที่เป็นนวัตกรรมบริการจะเป็นตัวชูโรงโครงการ

“บริการทั้ง 2.5 ล้านครั้ง จากผู้ป่วยสิทธิบัตรทองที่ไปรับบริการ 1.6 ล้านคน ในจำนวนนี้มีบริการจากหน่วยสาธารณสุขวิถีใหม่ถึง 5.8 แสนครั้ง และกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ”Ž

นพ.จเด็จ บอกด้วยว่า มีงานวิจัยที่เป็นการสำรวจประชาชน ประเด็นการรับรู้ และความพึงพอใจการใช้บริการจาก 30 บาทรักษาทุกที่ฯ จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (ไฮแทป) ที่สำรวจและพบว่า ประชาชนรับรู้โครงการนี้ของรัฐบาลค่อนข้างดี โดยพบว่ามี ร้อยละ 80 ที่รู้ว่าจะไปรับบริการจากโครงการได้อย่างไร และเมื่อไปรับบริการก็พบว่า มีความพึงพอใจในภาพรวม โดยเฉพาะการลดเวลารอคอยรับบริการ ลดค่าใช้จ่ายแฝงจากการไปรับบริการ เป็นต้น

“เมื่อลงพื้นที่และได้ข้อมูลจากการกำกับ ติดตาม ของคณะทำงาน ทั้งจากชุดควบคุมคุณภาพมาตรฐานบริการ ชุดทำงานกำกับติดตามประเมินผลนโยบายจากพื้นที่จริงทั้ง 12 จังหวัด ก็พบว่า ราบรื่น และบางแห่งมีแนวปฏิบัติในการให้บริการที่ดี ทำให้เกิดเป็นนวัตกรรมบริการขึ้นมา เช่น เกิดเป็นเครือข่ายการบริการกายภาพบำบัดให้ผู้ป่วยระยะกลาง ที่ จ.แพร่ ซึ่งเป็นการสร้างกลไกการเชื่อมต่อบริการระหว่างโรงพยาบาล กับคลินิกกายภาพบำบัด ที่เป็นหน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่ เพื่อร่วมกันวางแผนดูแลผู้ป่วยระยะกลางอย่างต่อเนื่อง ผมมองว่า ประชาชนรับรู้เกี่ยวกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ และเข้าใจเกี่ยวกับการไปรับบริการ มันจึงทำให้ระบบเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างดี และทำให้เกิดการเข้าถึงบริการสุขภาพ ที่ผู้ป่วยเลือกไปรับบริการจากหน่วยบริการเหล่านี้มากกว่าไปโรงพยาบาล ซึ่งเป็นภาพที่เราต้องการให้เกิดขึ้นŽ” นพ.จเด็จ กล่าวย้ำ

เลขาธิการ สปสช. บอกด้วยว่า อีกหนึ่งผลลัพธ์ที่สะท้อนความสำเร็จในเบื้องแรกของโครงการนี้ได้ และพบว่า ตัวช่วยคือหน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่ คือ หลังจากเริ่มโครงการ ก็พบด้วยว่าประชาชนลดการเดินทางไปโรงพยาบาลใหญ่ หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัด แต่ในบางพื้นที่ก็มีเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่มาก และไม่ได้เป็นภาระต่อโรงพยาบาล แม้แต่การให้บริการข้ามเครือข่าย หรือข้ามพื้นที่กัน ก็ยังพบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้น

สิ่งนี้สะท้อนและตอกย้ำว่า หน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่เป็นทางเลือกแรกของผู้ป่วยสิทธิบัตรทองในพื้นที่โครงการทั้งเฟส 1 และ เฟส 2 ที่จะไปรับบริการ โดยเฉพาะกับการรับบริการรักษาโรค หรืออาการเจ็บป่วยเบื้องต้น หรือ Common Illness เพราะเป็นทางเลือกที่เข้าถึงบริการได้ง่ายกว่าไปโรงพยาบาล และประชาชนก็เริ่มมั่นใจบริการจากหน่วยนวัตกรรมเหล่านี้มากขึ้น

นพ.จเด็จขมวดภาพรวมของหน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่ทั้ง 12 จังหวัดนำร่อง โดยปัจจุบันมีทั้งหมด 1,326 แห่ง และกำลังทยอยเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการมากขึ้น

แต่กระนั้น ก่อนเริ่มโครงการนี้ มีหน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่เข้าร่วมเพียง 760 แห่ง แต่หลังจากคิกออฟ จำนวนก็เพิ่มมากขึ้น นพ.จเด็จมองว่า เป็นเพราะคลินิกเอกชน รอดูการเดินหน้าโครงการว่า มีปัญหาติดขัดอย่างไรหรือไม่ แต่เมื่อเห็นว่าไหลลื่นดี การตัดสินใจเข้าร่วมจึงเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในระยะเวลากว่า 4 เดือน อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ภาคเอกชนเข้าร่วมโครงการมากขึ้น ส่วนหนึ่งมองว่า การเบิกจ่ายชดเชยค่าบริการจาก สปสช.มีความคุ้มค่า และกระบวนการเบิกจ่ายทำได้เร็วในระยะเวลา 3 วัน ตามที่ได้ประกาศไว้ ซึ่งทำให้หน่วยบริการเอกชนมีความเชื่อมั่น จึงทยอยขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการ ขณะที่พื้นที่อื่นๆ ที่ยังรอขับเคลื่อนโครงการนี้ ก็เตรียมพร้อมเข้าร่วมด้วย

งบเฟสแรกทะลุเพดาน แต่ไม่มีผลกระทบ

จากความสำเร็จในเฟสที่ 1 และเฟสที่ 2 ของโครงการ ด้วยจำนวนการเข้าใช้บริการทั้ง 12 จังหวัด ที่เลือกไปรับบริการจากหน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่มากขึ้น ทำให้การคาดการณ์งบสำหรับโครงการในปีแรกนี้ ทะลุจากกรอบงบประมาณเดิมที่เคยขอจากรัฐบาลเพื่อดำเนินโครงการ แต่ก็เป็นตัวเลขที่ไม่สูงมากนัก และไม่มีผลกระทบ

นพ.จเด็จ อธิบายเรื่องนี้ว่า โครงการเฟสที่ 1 จากข้อมูลเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 ในพื้นที่ 4 จังหวัด สปสช.เบิกจ่ายชดเชยค่าบริการในโครงการนี้ให้กับหน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่ไปแล้ว 143 ล้านบาท จากงบที่ตั้งไว้ 315 ล้านบาท ซึ่งใช้ไปแล้วเกือบร้อยละ 50 แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน ภาพรวมการให้บริการในพื้นที่ 4 จังหวัดแรก ถ้าภาพรวมทั้งปี ก็คาดว่าจะใช้งบสำหรับเฟส 1 ประมาณ 407 ล้านบาท ซึ่งจะสูงกว่างบที่ตั้งไว้ 91 ล้านบาท

“อย่างที่บอกไว้ ประชาชนรับรู้โครงการอย่างดี และรู้ว่าไปรับบริการที่หน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่ได้ และไปใช้บริการมากขึ้น งบก็เพิ่มขึ้นตาม ซึ่งจะทะลุกรอบเดิมที่เราตั้งไว้ แต่ก็ไม่มาก และไม่ได้มีผลกระทบต่อการบริการŽ นพ.จเด็จกล่าวย้ำ พร้อมเสริมว่า ทิศทางการใช้งบจากเฟสที่ 1 ก็พอทำให้คาดการณ์ไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศได้เมื่อโครงการเดินหน้าเต็มระบบ”

แต่ในส่วนงบเฟสที่ 2 นั้น นพ.จเด็จ บอกว่า ยังวิเคราะห์ตัวเลขไม่ได้มากนัก เพราะเพิ่งเริ่มต้นเฟสนี้ไปเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม แต่โดยรวมพบว่า มีการไปรับบริการที่หน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่มากขึ้นด้วยเช่นกัน

เครือข่ายดูแลผู้ป่วยต่อเนื่อง ยังพัฒนาได้อีก

ดูเหมือนว่าไร้อุปสรรคและปัญหา เพราะเมื่อถามว่ามีประชาชนที่ใช้บริการร้องเรียนเกี่ยวกับโครงการบ้างหรือไม่ นพ.จเด็จตอบทันทีว่า มีประมาณ 5 ครั้ง โดยพบว่าเป็นการร้องเรียนจากสายด่วน สปสช. 1330 แต่ถ้าเป็นการโทรศัพท์เข้ามาเพื่อสอบถามเกี่ยวกับการบริการ ก็พบว่ามีมากกว่าข้อร้องเรียน

“ส่วนใหญ่จะโทรถามเกี่ยวกับการใช้บริการ สอบถามสิทธิบัตรทอง การตรวจสอบสิทธิ และข้อมูลของหน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่ ว่ามีที่ไหนเข้าร่วมบ้าง ไปรับบริการอย่างไร แต่ถ้าร้องเรียน ก็มีเรื่องไม่ได้รับบริการตามสิทธิ 1 เคส ไม่ได้รับความสะดวก 3 เคส ถูกเรียกเก็บเงินอีก 1 เคส ซึ่งข้อร้องเรียนเหล่านี้ สปสช.มีทีมเข้าไปบริหารจัดการร่วมกับหน่วยบริการทั้งหมดŽ” นพ.จเด็จ ให้ข้อมูล

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทั้ง 2 เฟส ที่ผ่านพ้นไปกว่า 4 เดือน จะราบรื่นอย่างมาก เกิดการให้บริการจำนวนมาก และเกิดการมีส่วนร่วมในการกำกับ ติดตามคุณภาพบริการจากสภาวิชาชีพต่างๆ แต่กระนั้น สปสช.ก็มองเห็นว่า ยังมีจุดที่สามารถยกระดับและพัฒนาโครงการให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ

นพ.จเด็จ มองว่า การเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อการบริการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องอย่างมีส่วนร่วม ระหว่างโรงพยาบาลของรัฐ หรือในสังกัดของรัฐ กับหน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่จากภาคเอกชน ที่จะได้มีโอกาสทำงานดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องร่วมกัน

เพราะปัจจุบัน แม้ว่าหน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่จะเพิ่มมากขึ้น และให้บริการผู้ป่วยสิทธิบัตรทองมากขึ้น แต่เมื่อให้บริการแล้ว หากพบว่าต้องส่งต่อผู้ป่วย หรือต้องให้หน่วยบริการที่มีศักยภาพกว่าได้ดูแล ก็ยังไม่มีระบบที่จะส่งต่อการรักษากัน

“อย่างผู้ป่วยไปที่ร้านยา หรือคลินิกเวชกรรม คลินิกพยาบาลฯ แล้วพบว่า ต้องส่งต่อ หน่วยบริการทำได้เพียงแจ้งผู้ป่วยไปหาหมอที่โรงพยาบาล เพื่อให้ดูแลต่อเนื่อง แต่ถ้าเรามีระบบกลางที่เชื่อมการทำงานร่วมกันได้ ปรึกษากันได้ และส่งผลให้ดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องได้ ก็จะทำให้กระบวนการดูแลมีความต่อเนื่อง และทำให้เกิดเป็นเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยได้ สำหรับการเชื่อมข้อมูลบริการสุขภาพในพื้นที่จังหวัดนำร่อง พบว่า สามารถเชื่อมข้อมูลบริการได้ดีระดับหนึ่งแล้ว แต่ในจังหวัดที่ยังไม่ไดดำเนินโครงการ อาจจะติดขัดบ้างในการไปรับบริการแล้วยังไม่มีการเชื่อมประวัติหรือข้อมูลกัน ซึ่งส่วนนี้ รัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ตั้งเป้าหมายดำเนินการให้ครอบคลุมทั่วประเทศภายในปี 2567″Ž นพ.จเด็จ กล่าวทิ้งท้าย