วาดฝันใหญ่…คลินิกทันตกรรมเอกชน ร่วมภารกิจ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ

30.05.24 | 15:49 น.

คลินิกทันตกรรมŽ ที่เข้าร่วมเป็นหน่วยบริการกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในโครงการ 30 บาท รักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียวž ถือเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมบริการของโครงการ ที่ผลสะท้อนว่า ประชาชนชื่นชอบมากที่สุดž

ข้อมูลจาก สปสช. ล่าสุด ระบุว่าคลินิกทำฟันเอกชนเข้าร่วมโครงการในพื้นที่นำร่องโครงการทั้ง 2 ระยะ (เฟส) มีเพิ่มมากขึ้น จากหลักสิบเมื่อคิกออฟโครงการ ขยับเป็นหลักร้อย และในเฟส 3 ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีคลินิกทำฟันเข้าร่วมแล้ว 409 แห่ง

ที่ชัดเจนที่สุด คือ ตัวเลขผู้ป่วยบัตรทองที่ต้องการทำฟันก็เพิ่มขึ้น ในพื้นที่นี้มีบัตรทองเข้าร้านทำฟันแล้วกว่า 1 หมื่นคน บริการไปกว่า 1.5 หมื่นครั้ง กับ 5 บริการที่ครอบคลุมการรักษา และส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค

ทำให้เกิดภาพใหม่ คือ การเปิดประตูคลินิกทำฟันเอกชน และยื่นบัตรประชาชนเพื่อรับบริการแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย

Advertisement

ความสำเร็จเบื้องแรกนี้ ทันตแพทยสภาŽ เป็นหนึ่งในองค์กรวิชาชีพที่ร่วมขับเคลื่อนและผลักดัน โดยเด่นชัดในการประสานและสนับสนุนให้คลินิกทำฟันเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการในโครงการบนเป้าหมายใหญ่ คือ ยกระดับเปลี่ยนแปลงระบบบริการสุขภาพของประเทศให้เป็นโฉมใหม่ และเพิ่มบทบาทของหมอฟันจากเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมดูแลประชาชนในชุมชนสังคมเดียวกัน

ทพ.ธงชัย วชิรโรจน์ไพศาลŽ อุปนายกทันตแพทยสภา คนที่หนึ่ง สะท้อนภาพรวมของการให้บริการทันตกรรมจากคลินิกทำฟันทั่วประเทศที่เข้าร่วมโครงการในทุกมิติ หลังผ่านพ้นไปกว่า 4 เดือน หรือในช่วงโค้งแรกของโครงการที่จะขยายไปทุกพื้นที่ทั่วประเทศภายในสิ้นปี

30 บาทรักษาทุกที่ฯ อุดช่องโหว่บริการทำฟัน

ทพ.ธงชัย กล่าวถึงโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ฯว่า หากให้จัดเรต ต้องบอกว่าเป็นนโยบายที่ดีมาก เพราะเป็นการให้คลินิกทันตกรรมเอกชนเข้ามาช่วยโรงพยาบาลรัฐ แก้จุดอ่อนใหญ่ของระบบบริการสุขภาพที่มีมานาน โดยเฉพาะกับกลุ่มงานทันตกรรมในโรงพยาบาลรัฐที่มีทันตแพทย์อยู่เพียงจำนวนหนึ่งคอยให้บริการกับประชาชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นสิทธิบัตรทอง ซึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ป่วย หมอฟัน ก็ไม่พอดีกัน ผู้ป่วยบัตรทองที่ต้องการทำฟัน แม้จะไม่เสียค่าใช้จ่ายก็จริง แต่ก็ถูกจำกัดโดยคิวรับบริการ

เพราะเต็มที่ หมอฟันโรงพยาบาลรัฐ 1 คน ทำฟันให้ผู้ป่วยได้ 8-10 เคสต่อวัน แต่ด้วยผู้ป่วยมีจำนวนมาก ทำให้ผู้ป่วยส่วนหนึ่งเข้าไม่ถึงการรักษา แม้จะมีสิทธิก็ตามŽ ทพ.ธงชัยกล่าวพร้อมสะท้อนภาพเพิ่มเติมว่า แม้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จะบรรจุทันตแพทย์เพิ่ม แต่หากสถานที่ทำงานไม่เพียงพอ ก็จะให้บริการไม่ได้อยู่ดี

แม้ว่า สธ.จะมีโครงการใหญ่คือ โรงพยาบาลทันตกรรม แต่ ทพ.ธงชัยมองว่า เป็นการแก้ปัญหาระยะยาว ในระยะสั้นการให้คลินิกทันตกรรมเอกชนมาร่วมให้บริการ จะช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลรัฐ เพิ่มการเข้าถึงบริการทำฟันของผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง จากการเฝ้าติดตามการให้บริการทำฟันในโครงการนี้ มองว่ายังเป็นโอกาสดีที่คลินิกทันตกรรมที่เข้าร่วมเป็นหน่วยบริการจะได้ใช้วิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง เพราะมาตรฐานการให้บริการที่ทันตแพทยสภาออกแบบเอาไว้ จะไม่ใช่การบริการแบบรักษาแล้วจบกันไป แต่จะเป็นการรักษาที่ควบคู่ไปกับการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคแบบรายบุคคลในคราวเดียวกัน

รักษาฟัน-ป้องกันโรคในคราวเดียว

ทพ.ธงชัย ขยายความว่า ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองที่ใช้บริการกับคลินิกทันตกรรม เมื่อเข้าคลินิก ทันตแพทย์จะตรวจสภาพช่องปากทั้งหมดเพื่อประเมินสุขภาพฟัน จากนั้นจะมีการพูดคุย สอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการกินอาหาร หากพบว่าเป็นสาเหตุทำให้ฟันผุ หรือมีความเสี่ยง จะแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือหากมีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพช่องปาก หมอจะแนะนำวิธีที่ถูกต้อง และท้ายสุดเข้าสู่กระบวนการรักษาตาม 5 รายการที่กำหนดไว้

เป็นเป้าหมายของทันตแพทยสภา เราอยากให้ประชาชนรู้ว่าในปากตัวเองมีฟันผุกี่ซี่ มีฟันต้องรักษาอย่างไร และสาเหตุอะไรที่ทำให้ต้องมีอาการฟันผุ เราไม่มองการให้บริการรักษาอย่างเดียว แต่ต้องการทำให้สุขภาพฟันผู้ป่วยดีขึ้นอย่างยั่งยืนŽ ทพ.ธงชัยย้ำ และว่า ช่วงที่คุยกับ สปสช. ก่อนเริ่มโครงการนี้ ทันตแพทยสภาเสนอแนะว่าไม่ต้องการให้บริการรักษาอย่างเดียว แต่จะเป็นการดูแลช่องปากของผู้ป่วยและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ป่วยด้วย ซึ่งแนวทางนี้เป็นมาตรฐานของทันตแพทยสภา แต่หากเป็นงานทันตกรรมใน รพ.รัฐ หมอฟันจะไม่มีเวลามากพอมานั่งสอบถาม หรือปรับพฤติกรรมกับผู้ป่วยในการส่งเสริมสุขภาพช่องปาก เพราะคิวรอรักษามีจำนวนมาก

เงินชดเชย-ลงทะเบียนยาก ทำคลินิกไม่เข้าร่วม

ทพ.ธงชัย บอกถึงภาพรวมการบริการทำฟัน 5 รายการ ในชุดสิทธิประโยชน์บัตรทอง ประกอบด้วย ขูดหินปูน อุดฟัน ถอนฟัน เคลือบหลุมร่องฟัน และให้ฟลูออไรด์ เป็นบริการที่สิทธิบัตรทองใช้ได้ 3 ครั้งต่อปี หากครบแล้ว ยังมีฟันที่ต้องรักษาอีก คลินิกทันตกรรมอาจจะส่งผู้ป่วยไปที่โรงพยาบาลรัฐ เพื่อรักษาต่อ หรือหากผู้ป่วยสมัครใจรักษาต่อกับคลินิกทันตกรรมก็ได้ แต่จะต้องจ่ายเงินค่ารักษาตามอัตราที่คลินิกกำหนดไว้ หรืออาจจะต้องรอโควต้าในปีถัดไป

จากการคิกออฟมีผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง 1 หมื่นคน ไปรับบริการแล้ว 1.5 หมื่นครั้ง เฉลี่ย 1.5 คนต่อครั้ง แต่นั่น ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ เพราะอยากให้เห็นค่าเฉลี่ยของคนไทยสิทธิบัตรทองต่อเนื่องมากกว่านี้ หรืออย่างน้อยต้อง 2.5 ครั้งต่อคนขึ้นไปŽ ทพ.ธงชัยกล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม ค่าเฉลี่ยการเข้ารับบริการจะเพิ่มขึ้นได้ หากคลินิกทันตกรรมเข้าร่วมมากขึ้น จากเดิมก่อนคิกออฟโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ ปลายปี 2566 ขณะนั้นยังไม่มีคลินิกทันตกรรมเข้าร่วมเลย แต่หลังจากเริ่มโครงการต้นเดือนมกราคม 2567 นำร่อง 4 จังหวัด คลินิกทันตกรรมก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นประมาณกว่า 30 แห่ง

ทพ.ธงชัย กล่าวว่า กระทั่ง ล่าสุดมีคลินิกทันตกรรมทั่วประเทศเข้าร่วมแล้ว 409 แห่ง กระจายไปทั้ง 13 เขตสุขภาพแต่ยังไม่ครอบคลุมทุกจังหวัด สาเหตุช่วงแรกที่ไม่มีคลินิกทันตกรรมตัดสินใจเข้าร่วมเลย เป็นเพราะไม่มั่นใจเกี่ยวกับการเบิกจ่าย รวมถึงขั้นตอนการขึ้นทะเบียนของคลินิกที่มีหลายด่านกว่าจะสำเร็จ ทำให้หลายที่ถอดใจ

”หากคลินิกทันตกรรมเอกชนจะร่วมโครงการ ต้องใช้เวลานานเกือบเดือน มีขั้นตอนต่างๆ เริ่มจากขอเลขอนุญาต 5 หลัก จากกองยุทธศาสตร์และแผน สธ. ต้องลงทะเบียนในระบบ ThaID (ไทยดี) กระทรวงมหาดไทย (มท.) เพื่อยืนยันตัวตน ถึงจะขึ้นทะเบียนหน่วยบริการกับ สปสช.ได้ และจะต้องติดตั้งโปรแกรมบันทึกข้อมูลการรักษา DentCloud ที่คิดค้นและพัฒนาโดยคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเชื่อมข้อมูลการบริการกับระบบ KTB ของธนาคารกรุงไทย ที่จะทำการเบิกจ่ายค่าบริการ กระบวนการทั้งหมด อาจต้องใช้เวลา ยิ่งหากขาดเอกสาร หรือเอกสารไม่ครบถ้วน ระยะเวลาการขึ้นทะเบียนก็จะยิ่งถ่างออกไป ทำให้บางคลินิกถอดใจ”Ž ทพ.ธงชัย กล่าวและว่า อีกหนึ่งปัจจัย คือ การชดเชยค่าบริการ ที่อาจทำให้คลินิกทันตกรรมในเมืองใหญ่ อย่างกรุงเทพมหานคร จ.ภูเก็ต จ.เชียงใหม่ ฯลฯ ที่มีต้นทุนค่าบริการสูงกว่าในหลายจังหวัด เห็นว่าไม่คุ้มค่าและตัดสินใจไม่ร่วมโครงการ

ทั้งนี้ ทพ.ธงชัย บอกว่า ต้องยอมรับว่า อัตราชดเชยบริการจาก สปสช. ที่ให้กับคลินิกทันตกรรมยังไม่น่าดึงดูดเท่าไร หลายคลินิกมองว่าในมุมธุรกิจไม่ได้กำไร ค่าเช่า ค่าจ้างพนักงาน ที่ต้องแบกรับ และหากต้องแบ่งเวลามาบริการผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง ไม่คุ้ม แต่อีกด้าน ก็มีหลายคลินิกที่บอกว่า อยู่ได้ และเป็นโอกาสตอบแทนสังคม และเข้าใจดีว่าโครงการนี้อาจจะไม่สร้างกำไรให้คลินิก แต่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน รวมทั้งเข้าใจดีว่า สปสช.มีงบประมาณจำกัด

ปัจจัยพื้นที่ก็เป็นตัวกำหนดการเข้าร่วมโครงการของคลินิก เช่น กรุงเทพฯ ค่าเช่าคลินิกเดือนละเป็นแสนบาท ต่างจังหวัดอาจอยู่ในหลักหมื่นบาท ต้นทุนต่างกัน การตัดสินใจเข้าร่วมจากปัจจัยต้นทุนจึงแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่Ž ทพ.ธงชัยให้ความเห็น และว่า แม้จะมีหลายปัจจัยที่เป็นอุปสรรค แต่ทันตแพทยสภาก็ร่วมกับ สปสช.ลงไปทำความเข้าใจกับคลินิกทำฟันหลายจังหวัด ทั้งตั้งโต๊ะรับลงทะเบียนทุกขั้นตอนให้แบบ One stop Service และชักชวนคลินิกแต่ละพื้นที่ให้เข้าร่วม คลายล็อกจุดที่เป็นข้อติดขัดและเกิดปัญหา บวกรวมกับความนิยมในโครงการ ที่มีภาพประชาชนสิทธิบัตรทองไปรับบริการทำฟันที่คลินิกเอกชนล้นหลามอย่างไม่เคยมีมาก่อน การเบิกจ่ายคล่องตัวจริง ได้รับเงินจริง ก็เป็นอีกตัวเร่งทำให้คลินิกในหลายพื้นที่ทยอยเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ

กรุงเทพฯ ทำฟัน เหลื่อมล้ำสุดสุด

ทพ.ธงชัย กล่าวว่า ในนามทันตแพทยสภา คาดหวังว่าปลายปี 2567 จะมีคลินิกทำฟันเข้าร่วมโครงการ 1,000 แห่ง จากคลินิกทันตกรรมทั้งหมดทั่วประเทศเกือบ 7,000 แห่ง ทั้งนี้ คลินิกในกรุงเทพฯมี 3,000 แห่ง แต่เป็นพื้นที่ที่อยากให้มีคลินิกเข้าร่วมให้มากที่สุด เพราะคนถือบัตรทองในกรุงเทพฯ เป็นอีกกลุ่มที่เข้าถึงบริการทำฟันตามสิทธิของตัวเองได้ยากที่สุด เหลื่อมล้ำกว่าในต่างจังหวัด

“คนถือบัตรทองต่างจังหวัดแม้จะรอคิวนานที่โรงพยาบาลรัฐ แต่ก็มีทางเลือกรับการรักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ต่างจากคนกรุงเทพฯ ที่แทบจะไม่มีทางเข้าถึง หรือหากเข้าถึงก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก”Ž ทพ.ธงชัย กล่าวและว่า เช่น คนกรุงเทพฯ สิทธิบัตรทองจะไปหาหมอฟันที่โรงพยาบาลรัฐ บางรายแม้ไปก่อน 7 โมง แต่ก็ไม่ได้รับบริการแล้ว เพราะคิวเต็ม บางแห่งรับได้ 40 เคสต่อวัน ต้องรอรับคิววันถัดไป หรือแม้จะมีระบบนัดหมายล่วงหน้า ก็ต้องพยายามอย่างมากในการนัดหมายให้ได้

ดังนั้น ในเดือนพฤษภาคมนี้ จะร่วมกับ สปสช. เขต 13 กรุงเทพมหานคร จะเชิญคลินิกทันตกรรมในกรุงเทพฯ มาร่วมหารือ และมีการตั้งโต๊ะลงทะเบียนเปิดรับเป็นหน่วยบริการ เชื่อว่าในจำนวนกว่า 3,000 แห่ง หากเข้าร่วมมากขึ้นเป็นหลักร้อยแห่ง จะช่วยคนกรุงเทพฯ ที่มีสิทธิบัตรทองได้เข้าถึงบริการรักษาฟันอย่างสะดวกมากกว่าเดิม

อนาคตคลินิกใส่ฟันเทียมได้

ทพ.ธงชัย กล่าวว่า ภาพรวมวันนี้ ในต่างจังหวัดดีอย่างมาก คลินิกทำฟันที่เข้าร่วมได้เคสคนไข้เพิ่มขึ้น จาก 10 คนต่อวัน ขยับเป็น 20-30 คนต่อวัน ยิ่งเมื่อให้บริการไปแล้ว ประชาชนที่รับบริการแล้วก็ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ บอกต่อŽ โครงการไปในตัว สำหรับประชาชนมีมุมบวกที่ดีมาก ผู้ป่วยคิดไม่ถึงว่าบัตรทองจะให้สิทธิมากขนาดนี้

“ลองคิดดูว่า คนไข้บัตรทองไปคลินิกทำเอกชน จ่ายเงินเอง เขาไม่กล้าไปทำอยู่แล้ว ไปโรงพยาบาลรัฐก็รอคิวนาน ไม่สะดวก ในมุมประชาชนโครงการนี้จึงเป็นบวกกับเขาอย่างมาก ในอนาคตจึงอยากให้ สปสช.เพิ่มสิทธิประโยชน์รักษารากฟัน และครอบฟัน และใส่ฟันเทียมให้กับผู้ป่วย”Ž ทพ.ธงชัย กล่าวและว่า ด้วยตัวเลขการสำรวจสุขภาพช่องปาก ปี 2560 สะท้อนว่า มีคนไทยต้องการรักษาฟันถึง 2.3 ล้านคน มีฟันที่ต้องรักษารากฟัน และครอบฟัน 3.8 ล้านซี่ เกือบทั้งหมดคือ คนถือบัตรทอง หากไม่มีสิทธิประโยชน์ ฟันทั้ง 3.8 ล้านซี่ จะถูกถอนทิ้งออกไปในที่สุด จึงมีแนวคิดว่า หาก สปสช.จัดสิทธิประโยชน์ จะมีประโยชน์อย่างมาก ในผู้ป่วยที่ถอนฟันแล้ว ก็น่าจะมีการให้สิทธิประโยชน์การทำฟันเทียม เพื่อให้สามารถเคี้ยวอาหารได้ดีขึ้น เป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิต เพราะคลินิกทำฟันเอกชน ส่วนใหญ่มีศักยภาพในการให้การรักษารากฟัน ครอบฟัน และทำฟันเทียมได้อยู่แล้ว

ท้ายบทสนทนานี้ ทพ.ธงชัย ขมวดภาพว่า ปลายทางนี้ จะทำให้หน่วยบริการสุขภาพ 2 ส่วนในสังคม ทั้งจากรัฐและเอกชน ได้ร่วมกันทำงานเพื่อสุขภาพของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ