‘พิพัฒน์’ รับลูกนายกฯ ถกคลังออกมาตรการดูแลเแรงงาน-ผู้ประกอบการ ก่อนขึ้นค่าจ้าง400
วันนี้ (7 มิถุนายน 2567) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2567 ว่า ให้กระทรวงแรงงานกับกระทรวงการคลังหารือกัน กรณีสถานประกอบการลดพนักงาน ว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา ตนได้พบกับ นายพิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และหารือประเด็นดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว
“ซึ่งกระทรวงแรงงานจะเชิญผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และผู้ประกอบการในกิจการต่างๆ เข้ามาหารือกันว่าเมื่อถึงเวลาในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ที่จะมีการประกาศค่าจ้างขั้นต่ำที่ 400 บาท ทั้งประเทศพร้อมกันและเท่าเทียมกันนั้น ผู้ประกอบการต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเรื่องใดบ้าง เพื่อออกมาตรการดูแลแรงงานและผู้ประกอบการอย่างเหมาะสม” นายพิพัฒน์ กล่าว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ได้มีการหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อจะแก้ปัญหาในส่วนที่ผู้ประกอบการประสบความเดือดร้อน หรือมีอะไรที่ผู้ประกอบการต้องการให้รัฐบาลได้ช่วยเหลือ ก็ขอให้หารือเข้ามา โดยตนได้หารือกับปลัดกระทรวงแรงงาน และอธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) ว่า ในส่วนนี้ กระทรวงแรงงานได้เตรียมตำแหน่งงานต่างๆ ไว้กว่า 500,000 ตำแหน่ง ที่จะรองรับสำหรับคนที่ถูกปลดออกจากงานหรือสถานประกอบการที่มีการลดกำลังแรงงาน ซึ่งขณะนี้การปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท ยังไม่ได้มีการกระทบในเรื่องนี้แต่อย่างใด แต่เมื่อมีการลดกำลังแรงงานลงในสถานประกอบการต่างๆ ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงแรงงานที่จะต้องหาตำแหน่งงานเพื่อการทดแทนสำหรับภายในประเทศ ซึ่งกระทรวงแรงงาน โดยกกจ.ได้มีการเตรียมความพร้อมที่จะจับคู่ (แมชชิ่ง) ตำแหน่งงานได้ในทันที
“หากพบว่าแรงงานในจังหวัดหนึ่งจังหวัดใดถูกปลดออกจากงาน เราจะเอาคนงานในจังหวัดนั้นไปเติมเต็มในแต่ละจังหวัด ขณะเดียวกัน ก็มีการพิจารณาว่า หากจำเป็นต้องแมชชิ่งตำแหน่งงานให้คนงานไปทำงานอีกจังหวัดหนึ่งนั้นจะกระทบต่อค่าครองชีพหรือไม่ ในส่วนตรงนี้ กระทรวงแรงงานจะหารือกับกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ในการขอความร่วมมือช่วยตรึงราคาสินค้าอีกทางหนึ่งด้วย ส่วนการเตรียมตำแหน่งงานรองรับในต่างประเทศนั้น ผมพร้อมด้วยปลัดกระทรวงแรงงาน อธิบดี กกจ. ได้เดินทางไปในหลายๆ ประเทศ เพื่อไปหาแรงงานเพิ่มเติมโดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะ มีรายได้สูงกว่าการทำงานในประเทศไทย แต่ขณะเดียวกัน แรงงานต้องมีทักษะที่จะไปทำงานในประเทศเหล่านั้น เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อิสราเอล และประเทศทางภาคพื้นยุโรป ซึ่งแต่ละประเทศก็มีผลการตอบรับกลับมาที่ดีว่ามีความต้องการแรงงานที่มีทักษะ โดยเฉพาะภาคเกษตร ภาคก่อสร้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมเชื่อว่า เป้าหมายที่เราตั้งไว้ว่า ต้องส่งแรงงานออกไปทำงานในต่างประเทศไม่น้อยกว่า 100,000 คน ซึ่งผมมั่นใจว่า จำนวนนี้เราสามารถส่งออกถึงเป้าหมายอย่างแน่นอน” นายพิพัฒน์ กล่าวและว่า ในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ ตนจะไปประชุมองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ไอแอลโอ ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งการประชุมครั้งนี้จะได้มีการหารือทวิภาคีกับประเทศในภาคพื้นยุโรป เพื่อขอตำแหน่งงานในการที่จะส่งแรงงานไทยไปทำงานในภาคพื้นยุโรปด้วย

